ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com arrow กุญแจหลักกฎหมาย
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว(สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
ตรวจสอบสถานะสมาชิก !
กฎกติกาการศึกษาข้อมูล !
ค้นข้อมูลภายในเว็บไซต์ !
ติดต่อทีมงานของเราที่นี่ !
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล 2561
ข่าวเปิดสอบอัยการ 2561
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย 2561
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2561
ข่าวเปิดสอบราชการ 2561
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาล (จิ๋ว) 2560
ผู้สอบผ่านศาล (ล) 2559
ผู้สอบผ่านศาล (ญ) 2560
ผู้สอบผ่านอัยการ(พิเศษ)
ผู้สอบผ่านอัยการ(จิ๋ว)2560
ผู้สอบผ่านอัยการ (ล) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ญ) 2559
ผู้สอบผ่านเนติ แพ่ง 1/70
ผู้สอบผ่านเนติ อาญา 1/70
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.พ. 2/70
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อ. 2/70
รายชื่อเนติบัณฑิต สมัย 70
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล ปี 2561
ดูคะแนนสอบอัยการ(จิ๋ว) 59
ดูคะแนนสอบอัยการ (ล) 59
ดูคะแนนสอบอัยการ (ญ) 59
ดูคะแนนสอบเนติ 1/70
ดูคะแนนสอบเนติ 2/70
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษี
โฟกัสหลักกฎหมาย รธน.
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้ม
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ศาล
มุมอ่านสอบ : ข้อสอบเก่าและตัวบท
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ออนไลน์
ฎีกาวาไรตี้
อ่านเพื่อสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
จับหลักชนฎีกา
พิชิต 3 สนามสอบ
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
กุญแจหลักกฎหมาย
สรุปหลักทักทายฎีกา
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา
เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญ (สำหรับสมาชิก)
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญ ปี 2560
รัฐธรรมนูญ ปี 2557
รัฐธรรมนูญ ปี 2550
รัฐธรรมนูญ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.6.33-log
เวลา : 08:41
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 569
จำนวนข่าวสาร : 17455
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 71127891
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 130 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
กุญแจหลักกฎหมาย
ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา สมัย ๗๐ ภาคสอง (ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑) ข้อ ๔ พิมพ์
Sunday, 25 March 2018

ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑

 

ข้อที่ ๔

ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา สมัย ๗๐ ภาคสอง

วิชา ป.วิ.อาญา ภาค ๓-๔ (มาตรา ๑๕๗ ถึง ๒๒๕)

 

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ควรท่องให้ขึ้นใจ)

1.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๘…. วางหลักไว้ว่า คำฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี....

                                (๕)  การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด.... ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ.... อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี....

                                (๖)  อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด....

                                (๗) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง....

2.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๙ วรรคหนึ่ง.....  วางหลักไว้ว่า  ถ้าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้ลงโทษเพราะได้กระทำความผิดมาแล้ว + เมื่อโจทก์ต้องการให้เพิ่มโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบ + ให้กล่าวมาในฟ้อง...

3.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง.....  วางหลักไว้ว่า  ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย + ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง + หรือยกฟ้อง + หรือไม่ประทับฟ้อง...

วรรคสอง..... โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์คำสั่งเช่นนั้นของศาล...

4.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๖ วรรคหนึ่ง.....  วางหลักไว้ว่า  ถ้าโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด + ให้ศาลยกฟ้องเสีย....

5.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๗.....  วางหลักไว้ว่า  ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล + ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล... ถ้าคดีไม่มีมูล + ให้พิพากษายกฟ้อง...

6.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๗๐.....  วางหลักไว้ว่า  คำสั่งของศาลที่ให้คดีมูลย่อมเด็ดขาด...  แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น + โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา... (สังเกตุ จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา เพราะยังไม่มีฐานะเป็นคู่ความทั้งนี้ตามมาตรา ๑๖๕ วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า ก่อนที่ศาลประทับฟ้องมิให้ถือว่าจำเลยอยู่ในฐานะเช่นนั้น)

7.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง.....  วางหลักไว้ว่า  เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิด/การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด/คดีขาดอายุความ/มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษ  ให้ยกฟ้องปล่อยจำเลยไป...

8.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง..... วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง...

        วรรคสอง.....  วางหลักไว้ว่า  ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้อง  เว้นแต่... ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษตามที่ได้ความก็ได้

        วรรคสาม.....  วางหลักไว้ว่า  ในกรณีแตกต่างระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์กับรับของโจร นั้นเป็นเพียงรายละเอียด มิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่... จำเลยหลงต่อสู้... 

        วรรคสี่.....  วางหลักไว้ว่า  ถ้าข้อเท็จจริงในฟ้องและที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ห้ามมิให้ศาลลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงนั้นๆ... 

        วรรคห้า.....  วางหลักไว้ว่า  ถ้าโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้...

                                วรรคหก.....  วางหลักไว้ว่า ถ้าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง แต่ละอย่างอาจะเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้...

9.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๓…. นำหลักเรื่องการแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งใดที่มีข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยอื่นๆ ในคดีแพ่ง + มาใช้บังคับในคดีอาญาด้วยเท่าที่พอจะใช้บังคับได้....

       

ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย (ลองตอบในใจเพื่อทดสอบความเข้าใจ)

1.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาได้หรือไม่? โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก ตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๔ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไป จำเลยได้กระทำในฐานที่ตนเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรมอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๔ ได้หรือไม่? 

2.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ดังนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบ หรือไม่?

3.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มเติมโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบ ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่?

4.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง หากปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลย ศาลจะบวกโทษที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ หรือไม่?

5.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า  ฟ้องโจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อท้ายฟ้องและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้อง ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่?

6.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า  จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิด ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จะกระทำได้หรือไม่?

7.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เจ็ดว่า  โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดสอบคำให้การจำเลย ถือว่าโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาคดี ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ ได้ หรือไม่?

8.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่แปดว่า  คดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ หากผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการอย่างไร และผู้ร้องมีสิทธิอย่างใด?

9.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เก้าว่า  คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว  หากปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้อง ศาลจะให้โจทก์แก้ฟ้องโดยลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้องได้ หรือไม่?

 

แนวธงคำตอบ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาน่าสนใจและใหม่ล่าสุด)

1.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาได้หรือไม่? โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอก ตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๔ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไป จำเลยได้กระทำในฐานที่ตนเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรมอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในฐานความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๔ ได้หรือไม่? 

คำตอบ   โจทก์ต้องห้ามฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตาม ป..อ.มาตรา ๒๒๐ แม้เป็การยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม

แม้โจทก์จะมีการบรรยายฟ้องที่ชอบตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๘ (๕) เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไป จึงเป็นเพียงการยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๒ และ ๓๕๓ (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีของโจทก์สำหรับความผิดฐานยักยอก จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๓ ทวิ  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมและฐานกระทำหรือยินยอมให้กระทำการเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วนบริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พืพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๒๐

โจทก์หาได้บรรยายฟ้องในตอนใดเลยว่า การที่จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปโดยทุจริตนั้น จำเลยทั้งสามได้กระทำในฐานที่ตนเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นตามคำสั่งศาลหรือตามพินัยกรรม หรือในฐานเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจ อันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน อันเป็นองค์ประกอบของความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๔ แม้โจทก์จะมีการบรรยายฟ้องที่ชอบตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๘ (๕) เมื่อคำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสามเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไป จึงเป็นเพียงการยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา ๓๕๒ และ ๓๕๓ (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อหุ้นของบริษัท ซ. แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าว จำเลยทั้งสามกระทำการดังที่กล่าวในฟ้องคดีโจทก์มีมูลความผิด จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง คดีของโจทก์สำหรับความผิดฐานยักยอก จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๓ ทวิ (ฎีกาที่ ๓๑๒๓/๒๕๖๐)

 

2.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ ดังนี้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบ หรือไม่? 

คำตอบ   คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง เพราะศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยไว้ชัดเจนกลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานโดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว  จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไปตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนายโจกท์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริงให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ดังนี้ ศาลชั้นต้นจึงมีหน้าที่อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังและถามว่าจำเลยกระทำความผิดจริง หรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง  คดีนี้โจกท์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานหรือรับของโจรฐานใดฐานหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นก็ต้องสอบถามจำเลยให้ชัดเจนว่าจะให้การรับสารภาพในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานหรือข้อหารับของโจร แล้วจึงพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาที่จำเลยให้การรับสารภาพดังกล่าว  แต่ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามคำให้การของจำเลยไว้ชัดเจนกลับพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและในเคหสถานโดยไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาดังกล่าว  จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบและมีผลให้กระบวนพิจารณาต่อไปตลอดจนคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ไม่ชอบด้วย พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาตั้งแต่สอบคำให้การใหม่แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ฎีกาที่ ๗๗๓๕/๒๕๕๗)

 

3.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มเติมโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบ ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จะทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่? 

คำตอบ   ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบ เพราะตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เป็นบทบัญญัติในการเริ่มต้นพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้จำเลยเข้าใจฟ้องและสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่และถูกต้อง มิใช่หมายความรวมถึงการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มเติมโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบด้วย  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เป็นบทบัญญัติในการเริ่มต้นพิจารณาคดีของศาลเพื่อให้จำเลยเข้าใจฟ้องและสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่และถูกต้อง มิใช่หมายความรวมถึงการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องเพิ่มเติมโทษจำเลยฐานไม่เข็ดหลาบด้วย  การที่จำเลยจะถูกเพิ่มโทษหรือไม่เป็นคนละส่วนกับกรณีความผิดที่จำเลยถูกฟ้อง  ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอษยาหมายเลขแดงที่ ๑๓๙๐/๒๕๔๔ ของศาลชั้นต้น  ที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษตามคำร้องขอแก้ฟ้องของโจทก์หรือไม่ ก็ไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นไม่ชอบ  ทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นเวลา ๑ เดือน ๑๒ วัน โจทก์ย่อมสามารถแถลงต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอสืบพยานในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวได้  เมื่อโจทก์มิได้แถลงต่อศาลเพื่อขอสืบพยานในข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ (ฎีกาที่ ๘๐๑/๒๕๕๘)

 

4.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง หากปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลย ศาลจะบวกโทษที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ หรือไม่? 

คำตอบ   ศาลบวกโทษที่รอการลงโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังได้ เพราะเมื่อจำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว  แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตาม  กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ ทั้งนี้ ตาม ป.อ.มาตรา ๕๘ กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ก่อนคดีนี้ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท  โจทก์จำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี  ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน กับจำเลยแถลงรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลเองจากอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว  เมื่อภายในกำหนดระยะเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก จึงต้องนำโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น  แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ก็ตาม  กรณีนี้มิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยเพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลังด้วยเสมอ (ฎีกาที่ ๑๔๖๔๕/๒๕๕๘)

 

5.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า  ฟ้องโจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อท้ายฟ้องและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้อง ดังนี้ ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่? 

คำตอบ   ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๐๘ (๒) ที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๘ (๗) บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี... (๗) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้องซึ่งการยื่นคำฟ้องตาม ป.วิ.อ. ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่พนักงานอัยการ หรือราษฎรยื่นฟ้องก็ตาม จะต้องยื่นฟ้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ต้องทำเป็นหนังสือและจะต้องมีข้อความหรือรายละเอียดตามที่ระบุไว้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕๘ (๑) ถึง (๗) จึงจะเป็นฟ้องที่ถูกต้อง แต่ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อโจทก์ ท้ายฟ้องและผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงฟ้อง ซึ่งตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๑ ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้องได้  แต่ถ้าศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องและดำเนินกระบวนพิจารณาจนคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้ว การที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้ เพราะศาลชั้นต้นได้สั่งประทับและดำเนินกระบวนพิจารณาจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งกรณีดังกล่าวไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๐๘ (๒) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ย่อมไม่มีวิธีปฏิบัติเป็นประการอื่นนอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย (ฎีกาที่ ๔๗๔๔/๒๕๖๐)

 

6.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า  จำเลยฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิด ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จะกระทำได้หรือไม่? 

คำตอบ   การยื่นคำร้องดังกล่าวถือว่าเป็นการขอแก้ไขคำให้การซึ่งกระทำไม่ได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง และไม่อาจถือได้ว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการขอถอนฎีกา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่อย่างไรก็ดี คำร้องของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้ว   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่ว่าจำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขอให้พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง กับให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมที่ ๒ การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาถือได้ว่าเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพซึ่งจำเลยไม่สามารถกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๓ วรรคสอง และไม่อาจถือได้ว่าคำร้องดังกล่าวเป็นการขอถอนฎีกา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒๐๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ แต่อย่างไรก็ดี คำร้องของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แล้ว (ฎีกาที่ ๙๒๔๑/๒๕๕๙)

 

7.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เจ็ดว่า  โจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดสอบคำให้การจำเลย ถือว่าโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณาคดี ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ ได้ หรือไม่? 

คำตอบ   ศาลพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ ได้ เพราะถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในฟ้องของโจทก์และกำหนดสอบคำให้การจำเลยในวันดังกล่าวโดยชอบแล้ว  โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้โจทก์ทราบหรือมีหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบอีก และการนัดสอบคำให้การจำเลยดังกล่าวเป็นการนัดพิจารณาคดี ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องมาศาลในวันดังกล่าว  ดังนี้ เมื่อโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดสอบคำให้การจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ จึงชอบแล้ว  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ตามคำขอท้ายคำฟ้องอาญาของโจทก์มีข้อความว่า ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาคำฟ้องโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย ๑ ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในฟ้องของโจทก์วันเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้องมีใจความว่า ประท้บฟ้อง สำเนาให้จำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเบิกตัวจำเลยมาสอบคำให้การพร้อมผู้ปกครองในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แจ้งสถานพินิจฯ และผู้ปกครองทราบ  จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งในฟ้องของโจทก์และกำหนดสอบคำให้การจำเลยในวันดังกล่าวโดยชอบแล้ว  โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งคำสั่งศาลชั้นต้นให้โจทก์ทราบหรือมีหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบอีก  ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า วันนัดสอบคำให้การจำเลยตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นคำสั่งลอยๆ ไม่เป็นกิจจะลักษณะจึงไม่ใช่วันนัดพิจารณา  เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันดังกล่าว ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องไม่ได้นั้น เห็นว่า การสอบคำให้การจำเลย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อโจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยมาอยู่ต่อหน้าศาลแล้ว และศาลเชื่อว่าเป็นจำเลยจริง ให้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง คำให้การของจำเลยให้จดไว้ ถ้าจำเลยไม่ยอมให้การก็ให้ศาลจดรายงานไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การสอบคำให้การจำเลยเป็นการพิจารณาคดีอย่างหนึ่งภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว โดยกฎหมายกำหนดให้โจทก์หรือทนายโจทก์และจำเลยต้องมาอยู่ต่อหน้าศาลพร้อมกัน และให้ศาลอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และถามจำเลยว่าได้กระทำผิดจริงหรือไม่และจะให้การต่อสู้อย่างไรบ้าง เมื่อจำเลยใหการอย่างไรก็ให้ศาลจดไว้ ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ไม่ว่าจำเลยจะให้การรับสารภาพหรือให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์  โจทก์ยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องแถลงให้ศาลทราบว่ายังประสงค์จะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไปหรือไม่  การนัดสอบคำให้การจำเลยจึงเป็นการนัดพิจารณาคดี ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องมาศาลในวันดังกล่าว แม้ในคำสั่งศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดเวลาไว้ก็ตาม แต่โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องมาศาลตามเวลาที่ศาลเปิดทำการตามปกติ เพื่อให้การพิจารณาคดีของศาลดำเนินไปได้โดยรวดเร็วสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย ทั้งยังปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้ให้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์โทรศัพท์ติดต่อไปที่สำนักงานของโจทก์เพื่อแจ้งให้โจทก์มาสาลอีกทางหนึ่งแล้ว  แต่ศาลรออยู่จนกระทั่งเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา โจทก์ก็ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง  ดังนี้ เมื่อโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลตามกำหนดนัดสอบคำให้การจำเลย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๑ ประกอบมาตรา ๑๖๖ จึงชอบแล้ว (ฎีกาที่ ๗๔๔๖/๒๕๕๙)

 

8.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่แปดว่า  คดีร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งริบ หากผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินการอย่างไร และผู้ร้องมีสิทธิอย่างใด?

คำตอบ   การที่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางต้องด้วย ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๖ ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๑  ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องเสียโดยอาศัยเหตุดังกล่าว และผู้ร้องมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ภายในสิบห้าวัน  การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทราบนัดแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาล และให้ยกคำร้อง จึงเป็นการไม่ชอบ   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

การที่ผู้ร้องไม่มาศาลในวันนัดไต่สวนคำร้องขอคืนของกลางต้องด้วย ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๖ ประกอบด้วยมาตรา ๑๘๑  ซึ่งศาลชั้นต้นชอบที่จะยกฟ้องเสียโดยอาศัยเหตุดังกล่าว และผู้ร้องมีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ภายในสิบห้าวัน  การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าผู้ร้องทราบนัดแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาศาล และให้ยกคำร้อง จึงเป็นการไม่ชอบ  แต่อย่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องของผู้ร้องโดยถือว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบก็เป็นการตัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่  เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว (ฎีกาที่ ๓๗๓๖/๒๕๕๑) 

 

9.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เก้าว่า  คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว  หากปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้อง ศาลจะให้โจทก์แก้ฟ้องโดยลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้องได้ หรือไม่? 

คำตอบ   ศาลจะให้โจทก์แก้ฟ้องโดยลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้องไม่ได้  เพราะการสั่งให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ควรจะได้กระทำเสียตั้งแต่เมื่อได้สั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว  เมื่อศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องแล้ว การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๖๑ วรรรคหนึ่ง ก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้  กรณีดังกล่าวศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้โจทก์แก้ฟ้องโดยลงลายมือชื่อในคำขอท้ายฟ้องและในช่องผู้เรียง/พิมพ์ ให้ถูกต้อง ชอบหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี... (๗) ลายมือชื่อโจทก์ ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง  ตามฟ้องโจทก์คงปรากฏแต่เพียงลายมือชื่อผู้เรียงและผู้พิมพ์ฟ้องเท่านั้น ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์ จึงถือเป็นฟ้องที่ไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ไม่ชอบด้วยกฎหมายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๗) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งโจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือยกฟ้องหรือไม่ประทับฟ้อง ดังนี้ การสั่งให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้น ควรจะได้กระทำเสียตั้งแต่เมื่อได้สั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องแล้ว  เมื่อศาลชั้นต้นได้สั่งประทับฟ้องแล้ว การที่ศาลชั้นต้นจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องหรือไม่ประทับฟ้องตามบัญญัติดังกล่าวก็ล่วงเลยเวลาที่จะปฏิบัติได้  กรณีดังกล่าวศาลชั้นต้นต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์เสีย ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๖๑ วรรคหนึ่ง หาได้เป็นบทบัญญัติซึ่งมิได้กำหนดระยะเวลาให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องให้ถูกต้องดังที่โจทก์แก้ฎีกาไม่  แม้คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องมากจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพอนามัยคนในชุมชนใกล้เคียงกับแหล่งกำเนิดมลพิษดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยก็ตาม  แต่ไม่ว่าคดีที่โจทก์จะเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องใด ฟ้องโจทก์ก็ต้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้โจทก์ลงลายมือชื่อท้ายฟ้องและในช่องผู้เรียง/พิมพ์ให้ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย (ฎีกาที่ ๓๓๑๐/๒๕๕๗)

 

 

จัดทำและเรียบเรียง  โดยทีมงาน STD

หมายเหตุ  เอกสารฉบับนี้ใช้เพื่อเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย และผู้ช่วยผู้พิพากษา สำหรับสมาชิก STD เท่านั้น ห้ามบุคคลใดนำไปจัดทำสำเนาหรือพิมพ์เพื่อการค้าหากำไร หรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

 

  ขอให้โชคดี

เรียนรู้ร่วมกัน  สรรสร้างนักกฎหมาย  รับใช้สังคม

http://www.stdlawcenter.com

Email :

  ...((((((((( STD )))))))))...

 

 

 

 

 

 

ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา สมัย ๗๐ ภาคสอง (ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑) ข้อ ๓ พิมพ์
Sunday, 25 March 2018

ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑

 

ข้อที่ ๓

ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา สมัย ๗๐ ภาคสอง

วิชา ป.วิ.อาญา ภาค ๑-๒ (มาตรา ๑ ถึง ๑๕๖)

 

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ควรท่องให้ขึ้นใจ)

1.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘…. วางหลักไว้ว่า ในจังหวัดอื่นๆ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่/ปลัดอำเภอ/ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป + มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญา (ได้เกิด/อ้าง/เชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน) ...หรือ... (ผู้ต้องหามีที่อยู่ภายในเขตอำนาจของตน) ...หรือ... (ถูกจับภายในเขตอำนาจของตน)

วรรคสอง…. วางหลักไว้ว่า ในกรุงเทพฯ บัญญัติไว้เช่นเดียวกันกับวรรคแรก (เพียงแต่ไม่มีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่/ปลัดอำเภอ) อย่างอื่นเหมือนกันหมด

วรรคสาม…. วางหลักไว้ว่า โดยปกติให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในท้องที่ที่ความผิดอาญาได้เกิดขึ้นเท่านั้น เป็นพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวน  เว้นแต่... มีเหตุจำเป็น ...หรือ...  เพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือ ถูกจับ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน... (แต่ถ้าเข้ากรณีตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ ก็ต้องไปพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าว โดยไม่ต้องมาพิจารณามาตรา ๑๘ อีก)

2.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙.....  วางหลักไว้ว่า ในกรณีดังต่อไปนี้...

(๑) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่...

(๒) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง...

(๓) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป... พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้อง มีอำนาจสอบสวนได้....

(๔) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน...

(๕) ....

วรรคสอง.... ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน...

(ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้ก่อนให้ท้องที่ที่จับได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ...

(ข)  ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ ให้ท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ...

3.             ป.วิ.อ.มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง…. วางหลักไว้ว่า ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชการณาจักร + ให้อัยการสูงสุด / ผู้รักษาการแทน เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือ จะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการ / พนักงานสอบสวน คนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้...

4.             ป.วิ.อ.มาตรา ๒๘…. วางหลักไว้ว่า บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล... (๑) พนักงานอัยการ...  (๒) ผู้เสียหาย...

5.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๒๐ วางหลักไว้ว่า..... ห้ามมิได้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล + โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน...

6.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง วางหลักไว้ว่า..... คดีความผิดต่อส่วนตัว + ห้ามมิให้ทำการสอบสวน + เว้นแต่... จะมีการร้องทุกข์ตามระเบียบ....

7.             ป.วิ.อ. มาตรา ๗/๑ (๒).....  วางหลักไว้ว่า ให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน.....

8.              ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๑..... การสอบถามเรื่องทนายความและจัดหาทนายความให้ผู้ต้องหา...

9.              ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๒..... การสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน ๑๘ ปี ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม...

10.      ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๓..... วางหลักไว้ว่า ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้...

11.      ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๔ (๒)..... วางหลักไว้ว่า การถามคำให้การผู้ต้องหานั้นให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้

วรรคท้าย วางหลักไว้ว่า..... ถ้อยคำใดๆ + ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง ....หรือ.... ก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ มาตรา ๑๓๔/๒ และมาตรา ๑๓๔/๓ + จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้..... (สังเกต ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป จึงไม่กระทบต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการตาม ม.๑๒๐)

12.      ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ ประกอบ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)…. นำหลักเรื่องการฟ้องซ้อนในคดีแพ่ง + มาใช้บังคับในคดีอาญาด้วยเท่าที่พอจะใช้บังคับได้....

 

ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย (ลองตอบในใจเพื่อทดสอบความเข้าใจ)

1.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  พาผู้เสียหายจากประเทศไทยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรยังประเทศญี่ปุ่น แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังและจัดให้อยู่อาศัยเพื่อให้ทำการค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่น จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ที่ให้อัยการสูงสุดฯ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบฯ หรือไม่? 

2.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความไว้ให้ผู้ต้องหา เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ต้องการทนายความ จะทำให้การสอบสวนไม่ชอบ และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่?

3.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  การถามคำให้การผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจร หากผู้ต้องหาไม่ได้ร้องขอ พนักงานสอบสวนจะต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมอยู่ด้วยในการสอบปากคำ หรือไม่?

4.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  การสอบสวนทำโดยข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ แต่มิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับตำแหน่งที่มีอำนาจสอบสวนในคดีดังกล่าว การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? และหากมีพนักงานสอบสวนที่ไม่มีอำนาจสอบสวนร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย จะทำให้การสอบสวนเสียไปหรือไม่?

5.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า  พนักงานสอบสวนในท้องที่จำเลยถูกจับกุมจะมีอำนาจสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ ได้หรือไม่? พนักงานสอบสวนในท้องที่ผู้เสียหายตายมีอำนาจสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ ได้หรือไม่?

6.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า  การถามคำให้การผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๗/๑(๒), ๑๓๔/๓ และ ๑๓๔/๔(๒) จะทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบหรือไม่? และบทบัญญัติดังกล่าวมีผลย้อนหลังหรือไม่?

7.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เจ็ดว่า  ในคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายคน การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งคนใดฟ้องผู้กระทำผิดก่อน ผู้เสียหายคนอื่นจะฟ้องผู้กระทำผิดอีกได้หรือไม่? และถ้าผู้เสียหายที่ฟ้องผู้กระทำผิดก่อน ได้ถอนฟ้อง จะตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องคดีอาญาในข้อหาเดียวกันหรือไม่?

 

แนวธงคำตอบ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ)

1.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  พาผู้เสียหายจากประเทศไทยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรยังประเทศญี่ปุ่น แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังและจัดให้อยู่อาศัยเพื่อให้ทำการค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่น จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ที่ให้อัยการสูงสุดฯ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบฯ หรือไม่? 

คำตอบ   การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จำเลยพา ร. ผู้เสียหายจากประเทศไทยส่งออกไปนอกราชอาณาจักรยังประเทศญี่ปุ่น แล้วหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้และจัดให้อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณีที่สถานที่การค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่นโดยการฉ้อฉลและใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อบังคับข่มขู่ให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณี หรือเพื่อสนองความใคร่หรือสำเร็จความใคร่ในทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใดอันเป็นการมิชอบ เพื่อจำเลยจะได้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมและไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุเกิดที่ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นหลายท้องที่เกี่ยวพันกัน อันเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 ป.อ. มาตรา 283 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า อัยการสูงสุดมอบหมายให้พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ทำการสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญาร่วมทำการสอบสวน และให้ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์หรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ดังนี้ พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๖๕๕๒/๒๕๕๙)

 

2.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความไว้ให้ผู้ต้องหา เนื่องจากผู้ต้องหาไม่ต้องการทนายความ จะทำให้การสอบสวนไม่ชอบ และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีหรือไม่?

คำตอบ   ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบและไม่กระทบอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ เพราะบทบัญญัติมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย บัญญัติเพียงว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้  ฉะนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด  เมื่อมีการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

แม้คดีนี้มีโทษถึงประหารชีวิต การสอบสวนคำให้การของผู้ต้องหาจึงอยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิทธิเด็ดขาดของผู้ต้องหาที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้  เมื่อพนักงานสอบสวนถามจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาขณะนั้นไม่มีทนายความ เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องหาทนายความให้แก่จำเลยที่ ๑ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยที่ ๑ ทราบ และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวนแล้ว จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพโดยไม่ต้องการทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยที่ ๑ แม้เป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง แต่บทบัญญัติมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย บัญญัติเพียงว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้  ฉะนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยที่ ๑ ก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด  เมื่อมีการสอบสวนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๕๐๐๙/๒๕๕๖, ๑๙๓-๑๙๔/๒๕๕๖)

คดีมีโทษถึงประหารชีวิต การสอบสวนคำให้การของผู้ต้องหาจึงอยู่ในบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิทธิเด็ดขาดของผู้ต้องหาที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้ เมื่อพนักงานสอบสวนถามแล้วผู้ต้องหาไม่มีทนายความ เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนต้องหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหา ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและแจ้งสิทธิให้จำเลยทราบแล้ว และสอบถามเรื่องทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน จำเลยให้การปฏิเสธไม่ต้องการทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนโดยไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยตามคำให้การดังกล่าวจำเลยไม่ขอให้การโดยจะไปให้การในชั้นศาล การที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔/๑ วรรคหนึ่ง แต่ในบทบัญญัติมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย บัญญัติไว้เพียงว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๑ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ ฉะนั้นแม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้จัดหาทนายความให้จำเลยก็ไม่ทำให้การสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด เมื่อมีการสอบสวนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๑๑๓๐/๒๕๕๓)

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๗/๑ (๒) จะบัญญัติให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ในชั้นสอบสวนและมาตรา ๑๓๔/๓ บัญญัติว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ และมาตรา ๑๓๔/๔ (๒) บัญญัติในเรื่องการถามคำให้การผู้ต้องหานั้นให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ก็ตาม แต่ในบทบัญญัติของมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย ก็บัญญัติไว้แต่เพียงว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นก็หาทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบแต่อย่างใดไม่ (ฎีกาที่ ๓๑๑๙/๒๕๕๐)

 

3.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  การถามคำให้การผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจร หากผู้ต้องหาไม่ได้ร้องขอ พนักงานสอบสวนจะต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมอยู่ด้วยในการสอบปากคำ หรือไม่?

คำตอบ   หากเด็กซึ่งเป็นผู้ต้องหาไม่ได้ร้องขอ พนักงานสอบสวนไม่จำต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบปากคำด้วย เพราะความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอันเป็นความต่อพระราชบัญญัติจราจรนั้น เป็นกรณีความผิดอื่นซึ่งกฎหมายมิได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมการสอบปากคำผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ แต่อย่างใด   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานอันเป็นความต่อพระราชบัญญัติจราจรนั้น เป็นกรณีความผิดอื่นซึ่งกฎหมายมิได้บังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องจัดให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์และพนักงานอัยการเข้าร่วมการสอบปากคำผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ แต่อย่างใด  ประกอบกับผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กไม่ได้ต้องการให้บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการสอบปากคำ  ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา  พนักงานสอบสวนไม่ได้ขู่เข็ญบังคับให้คำมั่นสัญญาหรือหลอกลวงจำเลยแต่อย่างใด  จำเลยยังให้ข้อเท็จจริงว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยได้ขับรถมาที่ถนนราชดำเนินพบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นกำลังขับรถจักรยานยนต์แข่งขันความเร็วกันอยู่  จำเลยจึงได้ร่วมแข่งขันด้วย  หลังจากแข่งขันและปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจมาทำการจับกุมซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลย  ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนที่ระบุว่าพนักงานสอบสวนได้ถามจำเลยแล้วว่าต้องการให้พนักงานสอบสวนจัดให้ให้การต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ หรือนักจิตวิทยา หรือผู้ที่ไว้วางใจ หรือไม่  ซึ่งระบุว่าจำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ข้อเท็จจริงประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การ จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔/๒ ประกอบมาตรา ๑๓๓ ทวิ  และเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖ แล้ว  ศาลจึงนำคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวมาฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้ (ฎีกาที่ ๓๔๓๒/๒๕๕๗)

 

4.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  การสอบสวนทำโดยข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ แต่มิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับตำแหน่งที่มีอำนาจสอบสวนในคดีดังกล่าว การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? และหากมีพนักงานสอบสวนที่ไม่มีอำนาจสอบสวนร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย จะทำให้การสอบสวนเสียไปหรือไม่?

คำตอบ  การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายแล้ว เพราะเมื่อเป็นข้าราชการตำรวจมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปทำการสอบสวนโดยชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ แล้ว แม้มิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับตำแหน่งที่มีอำนาจสอบสวนในคดีดังกล่าว ก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป เพราะเป็นระเบียบซึ่งกำหนดวิธีการบริหารภายในของราชการตำรวจ มิได้ทำให้อำนาจการสอบสวนที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อ.ต้องเปลี่ยนแปลงไป การสอบสวนจึงชอบแล้ว พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๒๐ มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ บัญญัติให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ จำเลยฎีกาว่า การสอบสวนไม่ชอบเพราะ ร. เป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร ๑ ซึ่งเป็นผู้สอบสวนประจักษ์พยานโจทก์ทั้งหมด แต่ระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้คดีที่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป พนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเป็นพนักงานสอบสวนสัญญาบัตร ๓ นั้น เมื่อคดีนี้เหตุเกิดในเขตอำนาจของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ที่ ร. ประจำอยู่ ร. จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ ส่วนระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นระเบียบซึ่งกำหนดวิธีการบริหารภายในของราชการตำรวจ มิได้ทำให้อำนาจการสอบสวนที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.อ. ต้องเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น (ฎีกาที่ ๘๗๖/๒๕๕๕)

เหตุความผิดฐานฆ่าผู้ตายเกิดที่อำเภอ ก. ถือว่าความผิดฐานใช้จ้าง วาน ให้ฆ่าผู้ตาย เกิดในท้องที่ดังกล่าวท้องที่หนึ่งด้วยและคดีได้เริ่มทำการสอบสวนตั้งแต่จับจำเลยยังไม่ได้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอ ก. ซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจย่อมเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙ ข้อบังคับของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา เป็นเพียงระเบียบปฏิบัติภายในที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของข้อบังคับดังกล่าวหาทำให้อำนาจสั่งคดีของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอ ก. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเสียไปไม่ การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย (ฎีกาที่ ๔๕๑๒/๒๕๓๐)

เมื่อเป็นข้าราชการตำรวจมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปทำการสอบสวนโดยชอบด้วย ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ แล้ว แม้ในระหว่างสอบสวนจะมีพนักงานสอบสวนซึ่งไม่มีอำนาจสอบสวนร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย ก็ไม่ทำให้การสอบสวนเสียไป มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

ร้อยตำรวจเอก ส.เป็นข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจของตนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง แม้ระหว่างสอบสวนจะมีพนักงานสอบสวนซึ่งไม่มีอำนาจสอบสวนร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย ก็ไม่ทำให้การสอบสวนนั้นเสียไป เมื่อพันตำรวจโท น. ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ พันตำรวจโท น. ย่อมมีอำนาจสอบสวนก่อนร้อยตำรวจเอก ส. โอนสำนวนการสอบสวน และหลังจากนั้นร้อยตำรวจเอก ศ. ยังคงมีอำนาจสอบสวนเพื่อช่วยเหลือพันตำรวจโท น. ได้ ดังนั้น การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐ (ฎีกาที่ ๗๔๗๕/๒๕๕๓)

 

5.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า  พนักงานสอบสวนในท้องที่จำเลยถูกจับกุมจะมีอำนาจสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ ได้หรือไม่? พนักงานสอบสวนในท้องที่ผู้เสียหายตายมีอำนาจสอบสวนและเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ ได้หรือไม่?

คำตอบ   พนักงานสอบสวนในท้องที่จำเลยถูกจับกุม ย่อมมีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แต่โดยปกติแล้วจะไม่มีหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ วรรคสาม เพราะมิใช่ท้องที่การกระทำความผิดเกิดขึ้น เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

จำเลยได้มาปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน  สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาให้ทราบและควบคุมตัวดำเนินคดีสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ จึงเป็นสถานที่ที่จำเลยถูกจับ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆจึงมีอำนาจทำการสอบสวนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคสอง พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๖๙๑๖/๒๕๔๒)

เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในซอยบ่อนไก่ ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เพียงท้องที่เดียว สถานที่ที่จำเลยถูกจับกุมภายหลังการกระทำความผิดซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน หาใช่ท้องที่ที่เกิดการกระทำความผิดด้วยไม่ เมื่อที่เกิดเหตุอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรี จึงมีหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘ วรรคสาม (ฎีกาที่ ๙๒๓๙/๒๕๔๗)

แต่พนักงานสอบสวนในท้องที่ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ย่อมไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง และไม่มีหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๘ วรรคสาม เพราะมิใช่ท้องที่การกระทำความผิดเกิดขึ้น มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

จำเลยให้ผู้ตายดื่มสารพิษที่บ้านพักของผู้ตาย ความผิดอาญาที่จำเลยกระทำเกิดขึ้นที่บ้านพักของผู้ตาย ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของสถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง ส่วนที่ผู้ตายถึงแก่ความตายที่โรงพยาบาล พ. เป็นผลของการกระทำผิด ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้น  เพื่อดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ วรรคสาม พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองมีอำนาจสอบสวน (ฎีกาที่ ๓๓๓๗/๒๕๔๓)

 

6.        มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า  การถามคำให้การผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๗/๑(๒), ๑๓๔/๓ และ ๑๓๔/๔(๒) จะทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบหรือไม่? และบทบัญญัติดังกล่าวมีผลย้อนหลังหรือไม่? 

คำตอบ   การถามคำให้การผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนมิได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๗/๑(๒), ๑๓๔/๓ และ ๑๓๔/๔(๒) มีผลเพียงทำให้ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิ หรือก่อนที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าว จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้เท่านั้น ทั้งนี้ตามมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นก็หาทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบแต่อย่างใดไม่ พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๒๐

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสิทธิต่างๆ ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว  จึงชอบด้วยกฎหมายขณะที่มีการจับกุมและสอบสวน   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

แม้ ป.วิ.อ. มาตรา ๗/๑ (๒) จะบัญญัติให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำตนได้ในชั้นสอบสวนและมาตรา ๑๓๔/๓ บัญญัติว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ และมาตรา ๑๓๔/๔ (๒) บัญญัติในเรื่องการถามคำให้การผู้ต้องหานั้นให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่าผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ก็ตาม แต่ในบทบัญญัติของมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย ก็บัญญัติไว้แต่เพียงว่า ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔/๓ จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้เท่านั้น ดังนั้น แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นก็หาทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบแต่อย่างใดไม่ (ฎีกาที่  ๓๑๑๙/๒๕๕๐)

หมายเหตุท้ายฎีกา  โดยอาจารย์ พรเพชร วิชิตชลชัย    เมื่อบทบัญญัติมาตรา ๑๓๔/๔ วรรคท้าย บัญญัติบทลงโทษการสอบปากคำที่ฝ่าฝืนมาตรา ๑๓๔/๑ มาตรา ๑๓๔/๒ และมาตรา ๑๓๔/๓ และการไม่แจ้งสิทธิแก่ผู้ต้องหาตามมาตรา ๑๓๔ วรรคหนึ่ง ว่าถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้  แสดงว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้ประสงค์ให้มีการลงโทษการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรานี้เฉพาะในเรื่องผลของการรับฟังเป็นพยานหลักฐานเท่านั้น เพราะหากจะประสงค์ให้การสอบสวนเสียไปก็ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นบทตัดพยานเนื่องจากหากการสอบสวนไม่ชอบก็ตัดอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการโดยผลของ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐

ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยนั้น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ ๒๒)ฯ มาตรา ๔ และมาตรา ๓๙ ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา ๗/๑ และมาตรา ๑๓๔/๔ ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา ๗/๑ และ มาตรา ๑๓๔/๔ มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปที่ว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสิทธิต่างๆ โดยละเอียดดังกล่าวจึงชอบแล้ว  โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่ามีการสอบสวนแล้ว ทั้งจำเลยก็มิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่นๆ เพียงแต่อ้างว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบ จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้วนอกจากนี้การตรวจค้นและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นจับกุมและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่ ร้อยตำรวจเอก ป. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและทำการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒ (๑๖) (๑๗) และมาตรา ๑๗ ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น ร้อยตำรวจเอก ป. จึงมีอำนาจจับกุม ควบคุมตัวจำเลย ตลอดจนการจัดทำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ได้ หาใช่จะเป็นเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ขึ้นอยู่กับการลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาแต่อย่างใดไม่ (ฎีกาที่  ๑๓๕๓๕/๒๕๕๓)

ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ ๒ และพนักงานสอบสวนได้สอบสวนจำเลยที่ ๒ นั้น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ ๒๒)ฯ มาตรา ๔ และมาตรา ๓๘ ซึ่งได้บัญญัติเพิ่มเติมมาตรา ๗/๑ และมาตรา ๑๓๔/๔ ที่บัญญัติให้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหายังมิได้ออกใช้บังคับ ประกอบกับ ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา ๗/๑ และมาตรา ๑๓๔/๔ มาใช้บังคับแก่คดีที่มีการจับกุมและสอบสวนเสร็จสิ้นไปก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบถึงสิทธิต่างๆ ดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายขณะที่มีการจับกุมและสอบสวน (ฎีกาที่  ๔๑๔๖/๒๕๕๐)

 

7.        มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เจ็ดว่า  ในคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายคน การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งคนใดฟ้องผู้กระทำผิดก่อน ผู้เสียหายคนอื่นจะฟ้องผู้กระทำผิดอีกได้หรือไม่? และถ้าผู้เสียหายที่ฟ้องผู้กระทำผิดก่อน ได้ถอนฟ้อง จะตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องคดีอาญาในข้อหาเดียวกันหรือไม่?

คำตอบ    ในคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายคน การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งคนใดฟ้องผู้กระทำผิดก่อน ผู้เสียหายคนอื่นจะฟ้องผู้กระทำผิดอีกก็ได้  เพราะไม่มีบทบัญญัติห้ามผู้เสียหายคนอื่นฟ้องผู้กระทำผิดอีก แม้ ป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)  จะนำมาใช้บังคับในคดีอาญาได้ก็ตาม ก็ห้ามเฉพาะโจทก์ในคดีเดิมเท่านั้น กรณีเช่นนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนและไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะ ป.วิ.อ.มาตรา ๓๖ ตัดสิทธิเฉพาะผู้เสียหายคนที่จะฟ้องคดีอาญาในข้อหาเดียวกันอีกเท่านั้น หาได้ตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องคดีอาญาในข้อหาเดียวกันนั้นอีกไม่  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ในคดีอาญาที่มีผู้เสียหายหลายคน ผู้เสียหายแต่ละคนย่อมมีสิทธิฟ้องผู้กระทำผิดได้ การที่ผู้เสียหายคนหนึ่งฟ้องผู้กระทำผิดก่อนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็ไม่มีบทบัญญัติห้ามผู้เสียหายคนอื่นฟ้องผู้กระทำผิดอีก ส่วน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ซึ่งได้บัญญัติห้ามโจทก์เมื่อได้ยื่นฟ้องต่อศาลแล้วและคดีอยู่ในระหว่างพิจารณายื่นฟ้องจำเลยเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอีก ก็เป็นการห้ามเฉพาะโจทก์ในคดีเดิมเท่านั้นมิให้ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกัน แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จะให้นำมาใช้บังคับในคดีอาญาได้แต่โจทก์ก็ไม่ได้ฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันกับที่ฟ้องคดีนี้มาก่อนการที่ ม. ภรรยาโจทก์เคยฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันกับคดีนี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็นการฟ้องแทนโจทก์ด้วย ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีที่ ม. เคยฟ้องจำเลย (ฎีกาที่ ๗๖๙/๒๕๓๕)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า การที่จำเลยลงรายการเท็จในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและทำปลอมทะเบียนผู้ถือหุ้นและได้มีนายสุวัฒน์ พฤกษ์เสถียร ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งฟ้องในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. ๒๔๙๙มาตรา ๔๒ และข้อหาปลอมเอกสารแล้วแต่ได้ถอนฟ้องไปโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งและเป็นผู้เสียหายจะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้อีกหรือไม่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ บัญญัติว่า "คดีอาญาที่ได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จำนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่ เว้นแต่จะเข้าอยู่ในข้อยกเว้นดังต่อไปนี้..." เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่าในคดีอาญานั้นที่ผู้เสียหายคนหนึ่งได้ยื่นฟ้องไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นไปจากศาล ย่อมตัดสิทธิผู้เสียหายคนนั้นที่จะฟ้องคดีอาญาในข้อหาเดียวกันนั้นอีกเท่านั้น หาได้ตัดสิทธิผู้เสียหายคนอื่นที่จะฟ้องคดีอาญาในข้อหาเดียวกันนั้นอีกไม่ เพราะสิทธิในการดำเนินคดีอาญาที่ตนเป็นผู้เสียหายย่อมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละคน ทั้งมาตรา ๓๖ นี้มิได้บัญญัติตัดสิทธิผู้เสียหายแต่ละคนในกรณีที่มีผู้เสียหายหลายคนไว้โดยแจ้งชัด ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่มิได้ถอนฟ้อง จึงมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๘ ได้ (ฎีกาที่ ๕๙๓๔-๕๙๓๕/๒๕๓๓)

 

จัดทำและเรียบเรียง  โดยทีมงาน STD

หมายเหตุ  เอกสารฉบับนี้ใช้เพื่อเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย และผู้ช่วยผู้พิพากษา สำหรับสมาชิก STD เท่านั้น ห้ามบุคคลใดนำไปจัดทำสำเนาหรือพิมพ์เพื่อการค้าหากำไร หรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

  ขอให้โชคดี

เรียนรู้ร่วมกัน  สรรสร้างนักกฎหมาย  รับใช้สังคม

http://www.stdlawcenter.com

Email :

  ...((((((((( STD )))))))))...

 

 

 

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Sunday, 25 March 2018 )
ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา สมัย ๗๐ ภาคสอง (ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑) ข้อ ๒ พิมพ์
Sunday, 25 March 2018

ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑

 

ข้อที่ ๒

ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา สมัย ๗๐ ภาคสอง

วิชา ป.วิ.อาญา ภาค ๑-๒ (มาตรา ๑ ถึง ๑๕๖)

 

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ควรท่องให้ขึ้นใจ)

1.             ป.วิ.อ.มาตรา ๒๙.....  วางหลักไว้ว่า เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง + (ผู้บุพการี/ผู้สืบสันดาน/สามี/ภริยา) + จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้.....

2.             ป.วิ.อ.มาตรา ๔๓…. วางหลักไว้ว่า คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัด กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก หรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย...

3.             ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑.....  วางหลักไว้ว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้...

วรรคสอง.....  การยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่ง ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้น ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องแสดงรายละเอียดตามสมควรเกี่ยวกับความเสียหายและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่เรียกร้อง หากศาลเห็นว่าคำร้องนั้นยังขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขคำร้องให้ชัดเจนก็ได้...

วรรคสาม.....  คำร้องตามวรรคหนึ่งจะมีคำขอประการอื่นที่มิใช่คำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญามิได้ และต้องไม่ขัดหรือแย้งกับคำฟ้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และในกรณีที่พนักงานอัยการได้ดำเนินการตามความในมาตรา ๔๓ แล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งเพื่อเรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์สินอีกไม่ได้...

4.             ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๒.....  วางหลักไว้ว่า เมื่อได้รับคำร้องตามมาตรา ๔๔/๑ ให้ศาลแจ้งให้จำเลยทราบ หากจำเลยให้การประการใดหรือไม่ประสงค์จะให้การให้ศาลบันทึกไว้ ถ้าหากจำเลยประสงค์จะทำคำให้การเป็นหนังสือให้ศาลกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การตามที่เห็นสมควร และเมื่อพนักงานอัยการสืบพยานเสร็จศาลจะอนุญาตให้ผู้เสียหายนำพยานเข้าสืบถึงค่าสินไหมทดแทนได้เท่าที่จำเป็น หรือศาลจะพิจารณาพิพากษาคดีอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังก็ได้...

วรรคสอง.....  ถ้าความปรากฏต่อศาลว่าผู้ยื่นคำร้องตามมาตรา ๔๔/๑ เป็นคนยากจนไม่สามารถจัดหาทนายความได้เอง ให้ศาลมีอำนาจตั้งทนายความให้แก่ผู้นั้น โดยทนายความที่ได้รับแต่งตั้งมีสิทธิได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนด...

5.             ป.วิ.อ.มาตรา ๔๖.....  วางหลักไว้ว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง + ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏ + ในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา.....

6.             ป.วิ.อ.มาตรา ๕๐.....  วางหลักไว้ว่า  ในกรณีที่ศาลสั่งให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์สิน หรือค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายตามมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ หรือมาตรา ๔๔/๑ ให้ถือว่าผู้เสียหายนั้นเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา...

 

ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย (ลองตอบในใจเพื่อทดสอบความเข้าใจ)

1.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  โจทก์ยื่นคำฟ้องเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วน โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดทางแพ่งด้วยได้ หรือไม่? 

2.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น ระหว่างพิจารณามารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมา ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิด ดังนี้ ผู้ร้องจะยื่นอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนอาญาได้หรือไม่ และคดีส่วนในส่วนแพ่งที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่?

3.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑ ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ได้นั้น คำว่าผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย หรือไม่?

4.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องที่ถึงที่สุด หรือไม่?

5.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า  การพิจารณาคดีส่วนแพ่งจะต้องรอคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก่อน หรือไม่?

6.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายได้ หรือไม่?

7.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เจ็ดว่า  ผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกลักได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามสัญญาปะกันภัยไปแล้ว จะขอรับช่วงสิทธิของผู้เสียหายมาเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. ได้หรือไม่?

 

 

แนวธงคำตอบ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาน่าสนใจและใหม่ล่าสุด)

1.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  โจทก์ยื่นคำฟ้องเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วน โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดทางแพ่งด้วยได้ หรือไม่? 

คำตอบ   โจทก์จะยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดทางแพ่งในภายหลังไม่ได้ เพราะคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึง คดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดีย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วยโดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๔๐ โจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น หมายถึง คดีที่การกระทำผิดอาญานั้นก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งติดตามมาด้วย เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีส่วนอาญาแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องและหมายเรียกจำเลยแก้คดีย่อมเป็นการสั่งรับฟ้องคดีส่วนอาญาและคำฟ้องคดีส่วนแพ่งด้วยโดยไม่จำต้องสั่งรับฟ้องคดีส่วนแพ่งอีก ดังนี้ ในการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟ้องคดีแพ่งมาพร้อมกับคดีอาญาตั้งแต่แรก แต่คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องเฉพาะคดีในส่วนอาญาจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องและจำเลยให้การต่อสู้คดีแล้วโจทก์จึงมายื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องให้จำเลยรับผิดคดีในส่วนแพ่ง ซึ่งการขอเพิ่มเติมฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 164 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 นั้น ฟ้องเดิมจะต้องสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเฉพาะคดีอาญาแล้วต่อมาได้ยื่นคำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องโดยขอให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งโดยอ้างว่าโจทก์ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท บ. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห. และนาย ท. จำเลยจึงต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ ดังนี้คำร้องขอเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกล่าวอ้างความรับผิดทางแพ่งของจำเลยขึ้นมาใหม่ โจทก์จะมาขอเพิ่มเติมฟ้องเช่นนี้ไม่ได้ (ฎีกาที่ ๑๑๐๖๖/๒๕๕๘)

 

2.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น ระหว่างพิจารณามารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมา ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิด ดังนี้ ผู้ร้องจะยื่นอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนอาญาได้หรือไม่ และคดีส่วนในส่วนแพ่งที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทน จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่? 

คำตอบ   มาตรา ๔๔/๑ วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่า คำร้องดังกล่าวเป็นเพียงคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. โดยให้ถือว่าผู้เสียหายอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง จึงมีสิทธิเพียงอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญา ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๐ จึงไม่มีฐานะเป็นโจทก์ร่วมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนอาญาได้

ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญาที่รับฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกระทำผิด ตามมาตรา ๔๖ จึงต้องฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ให้สิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยไม่จำต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งเรื่องใหม่ แต่มาตรา 44/1 วรรคสอง บัญญัติให้ถือว่า คำร้องดังกล่าวเป็นเพียงคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. โดยให้ถือว่าผู้เสียหายอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง จึงมีสิทธิเพียงอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ในคดีส่วนอาญา ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 จึงไม่มีฐานะเป็นโจทก์ร่วมที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในคดีส่วนอาญาได้ ฎีกาของผู้ร้องที่ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่จึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่อาจฎีกาได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลต้องถือข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญาที่รับฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกระทำผิด ตามมาตรา 46 จึงต้องฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดอันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง (ฎีกาที่ ๑๙๑๗/๒๕๕๙)

 

3.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑ ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ได้นั้น คำว่าผู้เสียหายตามบทบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย หรือไม่? 

คำตอบ   ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย เพราะป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑ ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้น ย่อมมีความหมายในตัวว่า หมายถึงผู้ที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างขัดกับความหมายของผู้เสียหายที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒ (๔) การตีความคำว่าผู้เสียหายตามมาตรา ๔๔/๑ จึงไม่ต้องถือตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา ๒ (๔) ทั้งนี้ เป็นไปตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑ ที่บัญญัติว่า ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายไว้ให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้นดังนั้น เมื่อนายผจญถึงแก่ความตายไปแล้ว สิทธิในการเรียกค่าเสียหายในมรดกตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญ จึงใช้สิทธิในฐานะทายาท เรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑ ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนได้นั้น ย่อมมีความหมายในตัวว่า หมายถึงผู้ที่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างขัดกับความหมายของผู้เสียหายที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒ (๔) การตีความคำว่าผู้เสียหายตามมาตรา ๔๔/๑ จึงไม่ต้องถือตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา ๒ (๔) ทั้งนี้ เป็นไปตามประมวลกฎมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑ ที่บัญญัติว่า ในประมวลกฎหมายนี้ ถ้าคำใดมีคำอธิบายไว้ให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ใดจะมิสิทธิยื่นคำร้อง ต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีจะนำความหมายของคำว่า ผู้เสียหายในทางคดีอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) มาบังคับใช้ สำหรับคดีนี้ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมา ๒ ส่วน คือ ค่าเสียหายของรถยนต์ของนายผจญ และค่าที่ผู้ร้องขาดไร้อุปการะ สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์ นายผจญเป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของรถ เมื่อนายผจญถึงแก่ความตายไปแล้ว สิทธิในการเรียกค่าเสียหายในมรดกตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญ จึงใช้สิทธิในฐานะทายาท เรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้ และค่าขาดไร้อุปการะนั้นผู้ร้องในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญ เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตัวของผู้ร้องเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๓ วรรคสาม และมาตรา ๑๔๖๑ วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้เช่นกัน ส่วนความประมาทของนายผจญนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป (ฎีกาที่ ๕๔๐๐/๒๕๖๐)

 

4.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องที่ถึงที่สุด หรือไม่? 

คำตอบ   ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องที่ถึงที่สุดด้วย เพราะแม้จะเป็นคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วก็รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว ผูกพันคดีแพ่งได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขที่ ๖๗๒/๒๕๕๒ ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยกับนางรุ่งทิพย์เป็นจำเลย ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ (จำเลยคดีนี้) ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับนางรุ่งทิพย์ตามฟ้อง พิพากษายืนยกฟ้องตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีโดยตรงไว้โดยชัดแจ้งแล้ว แม้จะเป็นคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วก็รับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว ผูกพันคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ (ฎีกาที่ ๔๙๑๖/๒๕๕๗)

คดีก่อนโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลในความผิดฐานบุกรุกว่า โจทก์และ ส. ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินตามแบบแสดงรายกายที่ดิน (ภ.ท.บ.๕) โจทก์กับ ส. แบ่งแยกการครอบครองเป็นสัดส่วนคนละครึ่ง ต่อมา ส. ถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นภริยา ส. ก่อสร้างห้องแถวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยมีเจตนาแย่งการครอบครองและเจตนาถือการครอบครองที่ดินทั้งหมดเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครองครองที่ดินพิพาท แต่ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินพิพาทมาแสดง ส่วนแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.๕) เป็นเพียงแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อการชำระภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น ไม่ใช่เอกสารสิทธิ พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครองครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ นั้น ป.วิ.อ.มาตรา ๔๖ บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ปรากฏว่า คดีส่วนอาญาวินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท (ฎีกาที่ ๘๙๓๘/๒๕๕๘)

 

5.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า  การพิจารณาคดีส่วนแพ่งจะต้องรอคำพิพากษาคดีส่วนอาญาก่อน หรือไม่? 

คำตอบ   ศาลในคดีส่วนแพ่งจะรอฟังข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่ก็ได้ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ทั้งไม่มีบทกฎหมายบังคับให้จำต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาดังกล่าว จึงไม่เป็นการขัดกับ ป.วิ.อ.มาตรา ๔๖  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ศาลในคดีส่วนแพ่งจะรอฟังข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาคดีส่วนอาญาหรือไม่ก็ได้ ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ทั้งไม่มีบทกฎหมายบังคับให้จำต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อไม่อาจทราบได้ว่าคดีส่วนอาญาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อใด การที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอฟังคดีในส่วนอาญาของจำเลยที่ ๑ ก่อน จึงไม่เป็นการขัดกับ ป.วิ.อ.มาตรา ๔๖ (ฎีกาที่ ๔๕๔๙/๒๕๕๙)

 

6.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า  พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายได้ หรือไม่? 

คำตอบ   พนักงานอัยการจะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายไม่ได้ เพราะความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๔๓ ที่โจทก์จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้  ทั้งผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย แต่ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ฐานความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา ๔๓ ที่โจทก์จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายได้  ทั้งผู้เสียหายไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจึงเป็นการไม่ชอบ (ฎีกาที่ ๑๙๖๙๑/๒๕๕๕)

 

7.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เจ็ดว่า  ผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกลักได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามสัญญาปะกันภัยไปแล้ว จะขอรับช่วงสิทธิของผู้เสียหายมาเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. ได้หรือไม่? 

คำตอบ   ผู้รับประกันภัยจะขอรับช่วงสิทธิของผู้เสียหายมาเรียกให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. ไม่ได้  เพราะสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๔๓ เป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๖  ผู้เสียหายที่จะถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๕๐ จึงหมายถึงผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น  เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความหรือผู้เสียหาย คำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันผู้ร้อง  ผู้ร้องชอบจะไปฟ้องร้องเป็นคดีใหม่และไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ในคดีนี้ได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

จำเลยลักรถยนต์ของผู้เสียหายที่ ๒ ในขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายที่ ๑ ไป  ผู้เสียหายทั้งสองจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์  และเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๔) มีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สิน คือ รถยนต์หรือราคารถยนต์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนได้  ผู้ร้องมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ของจำเลยโดยตรง  เพียงแต่อ้างสิทธิในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์ที่ถูกจำเลยลักไปซึ่งได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยและใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลย  ดังนั้น ความเสียหายของผู้ร้องที่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไป จึงเกิดขึ้นจากความรับผิดตามสัญญาประกันภัย มิใช่เกิดจากการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดของจำเลย  สิทธิเรียกร้องความเสียหายของผู้ร้องจึงมิใช่เป็นการเรียกร้องในมูลละเมิดเช่นเดียวกันกับผู้เสียหายทั้งสอง

สิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๓ เป็นสิทธิเฉพาะตัวโดยแท้ของผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา ๔ มาตรา ๕ และมาตรา ๖  ผู้เสียหายที่จะถือว่าเป็นเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕๐ จึงหมายถึงผู้เสียหายในคดีอาญาเท่านั้น  เมื่อผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความหรือผู้เสียหาย คำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันผู้ร้อง  ผู้ร้องชอบจะไปฟ้องร้องเป็นคดีใหม่และไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้ในคดีนี้ได้ (ฎีกาที่ ๘๘๐/๒๕๕๕)

 

จัดทำและเรียบเรียง  โดยทีมงาน STD

หมายเหตุ  เอกสารฉบับนี้ใช้เพื่อเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย และผู้ช่วยผู้พิพากษา สำหรับสมาชิก STD เท่านั้น ห้ามบุคคลใดนำไปจัดทำสำเนาหรือพิมพ์เพื่อการค้าหากำไร หรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

  ขอให้โชคดี

เรียนรู้ร่วมกัน  สรรสร้างนักกฎหมาย  รับใช้สังคม

http://www.stdlawcenter.com

Email :

  ...((((((((( STD )))))))))...

 

 

 

 

 

ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา สมัย ๗๐ ภาคสอง (ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑) ข้อ ๑ พิมพ์
Sunday, 25 March 2018

ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑

 

ข้อที่ ๑

ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา สมัย ๗๐ ภาคสอง

วิชา ป.วิ.อาญา ภาค ๑-๒ (มาตรา ๑ ถึง ๑๕๖)

 

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ควรท่องให้ขึ้นใจ)

1.             ป.วิ.อ.มาตรา ๒() วางหลักไว้ว่า.....  ผู้เสียหาย  หมายความถึง บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง + รวมทั้งบุคคลที่มีอำนาจจัดการแทนได้ในมาตรา ๔, ๕ และ ๖...

                                 ๒(๗) วางหลักไว้ว่า.....  คำร้องทุกข์ หมายความถึง การที่ผู้เสียหาย + ได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ + ว่ามีผู้กระทำความผิด + โดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ

2.             ป.วิ.อ.มาตรา ๕ วางหลักไว้ว่า..... บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหายได้...

(1)          ผู้แทนโดยชอบธรรมในความผิดซึ่งกระทำต่อผู้เยาว์... 

(2)          ผู้บุพการี/ผู้สืบสันดาน/สามีหรือภริยา + เฉพาะแต่ในความผิดอาญาซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้าย (ถึงตาย ....หรือ.... จนไม่สามารถจัดการเองได้)...

3.             ป.วิ.อ.มาตรา ๓๐…. วางหลักไว้ว่า คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณา ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้...

4.             ป.วิ.อ.มาตรา ๓๑…. วางหลักไว้ว่า คดีอาญาที่มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้ว พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใด ก่อนคดีเสร็จเด็ดขาดก็ได้...

5.              ป.วิ.อ.มาตรา ๓๖…. วางหลักไว้ว่า คดีอาญาซึ่งได้ถอนฟ้องไปจากศาลแล้ว จะนำมาฟ้องอีกหาได้ไม่ เว้นแต่....

(๑)  ถ้าพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นไป การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่

(๒)  ถ้าพนักงานอัยการถอนคดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวไป โดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย การถอนนั้นไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่

(๓)  ถ้าผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องคดีอาญาไว้แล้วได้ถอนฟ้องคดีนั้นเสีย การถอนนี้ไม่ตัดสิทธิพนักงานอัยการที่จะยื่นฟ้องคดีนั้นใหม่ เว้นแต่คดีซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว

6.             ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ วางหลักไว้ว่า..... สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดั่งต่อไปนี้...

(1) โดยความตายของผู้กระทำผิด

(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว + เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์/ถอนฟ้อง/ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

(3) เมื่อคดีเลิกกันตามมาตรา ๓๗

(4) มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง... (สังเกต  คำว่า เสร็จเด็ดขาด หมายความว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก็ถือว่าเสร็จเด็ดขาดแล้ว แม้ว่าคดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดก็ตาม ดังนั้น หากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วแม้ว่าคดีนั้นอยู่ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกา หากมีการนำคดีอาญามาฟ้องเป็นคดีใหม่ย่อมต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๔) นี้)

(5) .....

(6) เมื่อคดีขาดอายุความ

7.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๒๓..... วางหลักไว้ว่า ผู้เสียหายอาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้...

8.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๒๔/๒..... วางหลักไว้ว่า ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๓๓ ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม + มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การจดบันทึกคำร้องทุกข์ + ในคดีที่ผู้เสียหายเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี...  เว้นแต่... มีเหตุจำเป็นไม่อาจหาหรือรอนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการได้... (ควรดูมาตรา ๑๓๓ ทวิ ประกอบ)

9.             ป.วิ.อ.มาตรา ๑๒๖..... วางหลักไว้ว่า  ผู้ร้องทุกข์จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้...

 

ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย (ลองตอบในใจเพื่อทดสอบความเข้าใจ)

1.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ หากผู้เสียหายยังเป็นผู้เยาว์ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์มีอำนาจฟ้อง หรือไม่? 

2.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยในการกระทำเดียวกันอีก แต่การบรรยายฟ้องไม่ตรงกันทุกตอนและบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรากับคดีก่อน ดังนี้ ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๖ หรือไม่?

3.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต หลังจากนั้นโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้หรือไม่?

4.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  การกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะถือว่า มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง หรือไม่?

5.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า  คดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป หรือไม่?

6.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า  โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยในคดีความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นคดีความผิดฉ้อโกง โจทก์ฎีกา  ดังนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้ หรือไม่?

 

แนวธงคำตอบ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาน่าสนใจและใหม่ล่าสุด)

1.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า  ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐ หากผู้เสียหายยังเป็นผู้เยาว์ บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์มีอำนาจฟ้อง หรือไม่?

คำตอบ   บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์มีอำนาจฟ้อง เพราะเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายมีส่วนในการกระทำความผิดจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย เมื่อยังเป็นผู้เยาว์บิดาโดยชอบด้วยกฏหมายจึงจัดการแทนได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๕(๑) ประกอบมาตรา ๓ จึงมีอำนาจฟ้อง  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ที่มีผู้ตายเป็นคนขับและโจทก์ที่ ๒ นั่งซ้อนท้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและโจทก์ที่ ๒ ได้รับอันตรายสาหัส ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ที่ ๒ มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทในคดีนี้ ดังนั้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหาย โจทก์ที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) ประกอบมาตรา ๓ ส่วนโจทก์ที่ ๒ เพียงนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ผู้ตายขับไปประสบเหตุในคดีนี้จนได้รับอันตรายสาหัส โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ที่ ๒ กระทำการใดที่มีส่วนประมาทในคดีนี้ด้วย กรณีถือไม่ได้ว่าโจทก์ที่ ๒ มีส่วนได้เสียโดยนิตินัยในการร่วมกระทำผิดด้วย โจทก์ที่ ๒ เป็นผู้เสียหายจากเหตุในคดีนี้ เมื่อโจทก์ที่ ๒ ยังเป็นผู้เยาว์ ส. เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ ๒ จึงจัดการแทนโจทก์ที่ ๒ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๑) ประกอบมาตรา ๓ โจทก์ที่ ๒ มีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๑๓๕๑/๒๕๕๙)

 

2.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานโกงเจ้าหนี้ และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยในการกระทำเดียวกันอีก แต่การบรรยายฟ้องไม่ตรงกันทุกตอนและบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรากับคดีก่อน ดังนี้ ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๖ หรือไม่? 

คำตอบ   ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๖ เพราะแม้คำฟ้องทั้งสองคดีจะบรรยายไม่ตรงกันทุกตอน และบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีแรก มิใช่ถือเอาคำบรรยายฟ้องหรือฐานความผิดที่โจทก์ตั้งเอาแก่จำเลยเป็นเกณฑ์ มิฉะนั้นแล้วจำเลยกระทำผิดครั้งเดียว โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยได้หลายครั้งโดยไม่จบสิ้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๖ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาแล้วอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ย. ที่โจทก์และทายาทของ ย. เป็นเจ้าของรวมอยู่ โดยขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องไปแล้ว โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำเดียวกันอีก แม้คำฟ้องทั้งสองคดีจะบรรยายไม่ตรงกันทุกตอน และบทมาตราที่ขอให้ลงโทษแตกต่างกันบางมาตรา แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำอันเดียวกันกับที่โจทก์ฟ้องคดีแรก มิใช่ถือเอาคำบรรยายฟ้องหรือฐานความผิดที่โจทก์ตั้งเอาแก่จำเลยเป็นเกณฑ์ มิฉะนั้นแล้วจำเลยกระทำผิดครั้งเดียว โจทก์มีสิทธิดำเนินคดีแก่จำเลยได้หลายครั้งโดยไม่จบสิ้น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 36 ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย (ฎีกาที่ ๑๔๘๒๓/๒๕๕๘)

 

3.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีอาญา ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีดังกล่าว และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต หลังจากนั้นโจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้หรือไม่? 

คำตอบ   โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีนี้ได้ เพราะเชื่อว่าเหตุที่โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ซึ่งเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงประสงค์จะถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง การถอนฟ้องคดีก่อนจึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

เมื่อพิเคราะห์คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๖  ในคดีก่อนตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. ๑๒๗๙/๒๕๕๕ ของศาลชั้นต้น ประกอบคำฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว แม้คำร้องขอถอนฟ้องจะระบุว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินดคีอีกต่อไป จึงขอถอนฟ้องโดยปรากฏว่าในคำฟ้องคดีดังกล่าวโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง แต่ทนายโจทก์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ ทั้งปรากฏว่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้มายื่นคำฟ้องใหม่เป็นคดีนี้ในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันกับคดีก่อน และขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในบทมาตราเดียวกัน โดยในคำฟ้องใหม่โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องใหม่ถูกต้องตามกฎหมาย เชื่อว่าเหตุที่โจทก์ถอนฟ้องคดีก่อนเนื่องจากเห็นว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ซึ่งเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงประสงค์จะถอนฟ้องแล้วยื่นฟ้องใหม่ให้ถูกต้อง การถอนฟ้องคดีก่อนจึงมิใช่การถอนฟ้องเด็ดขาดตามความหมายในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยยื่นตามศาลชั้นต้นว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสี่มาแล้วในมูลคดีอาญาความผิดเดียวกันและถอนฟ้องไปจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยทั้งสี่อีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา (ฎีกาที่ ๑๐๓๕๔/๒๕๕๙)

 

4.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  การกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะถือว่า มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง หรือไม่? 

คำตอบ   ถือว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๔)   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ณ. ตาม ป.อ. มาตรา 83, 295 และข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย ณ. ในเคหสถานซึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วม ซึ่งวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตลอดจนสาระแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุการณ์เดียวกันกับข้อเท็จจริงที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงเป็นเรื่องการกระทำกรรมเดียวกันแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ณ. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยทั้งสองของโจทก์ในคดีนี้ย่อมเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) (ฎีกาที่ ๒๘๙/๒๕๖๐)

 

5.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า  คดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป หรือไม่? 

คำตอบ   คดีความผิดต่อส่วนตัว ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมไม่ระงับ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) ปัญหาว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) หรือไม่  แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในศาลชั้นต้นและเพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ตาม  แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

เมื่อศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์อาจอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้  ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องนั้น แล้วมีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นหรือมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์  คำสั่งนี้ให้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๘ ทวิ ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย  ดังนี้ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์มีคำสังให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย  ดังนี้ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น  คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นที่สุดตามบทบัญญัติดังกล่าว

ปัญหาว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) หรือไม่  แม้จำเลยจะไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในศาลชั้นต้นและเพิ่งยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ก็ตาม  แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔

ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๗ ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไปและในวรรคสองบัญญัติว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งใดซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง... ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง และถือว่าอ่านให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕  คดีจึงถึงที่สุดในวันดังกล่าว  จำเลยจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ก็เป็นการยื่นหลังจากที่คดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่มีผลต่อคดีซึ่งถึงที่สุดแล้ว   คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความตามสำเนารายงานประจำวันลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ และตามคำแถลงของโจทก์ร่วมตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๙ (๒) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๔ (ฎีกาที่ ๑๓๐๐๒/๒๕๕๗)

 

6.    มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า  โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยในคดีความผิดฐานลักทรัพย์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นคดีความผิดฉ้อโกง โจทก์ฎีกา  ดังนี้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์จะยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้ หรือไม่? 

คำตอบ   ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๕ วรรคสอง เพราะแม้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน  แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกง กรณีย่อมต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว  ซึ่งโจท์ชอบที่จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒)  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

แม้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยในความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน  แต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ความว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงและลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคสาม  และยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงแก้ไข  กรณีย่อมต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว  ซึ่งโจท์ชอบที่จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้  และเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องโดยจำเลยไม่คัดค้านจึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้  และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) (ฎีกาที่ ๖๗๙๓/๒๕๕๗)

 

จัดทำและเรียบเรียง  โดยทีมงาน STD

หมายเหตุ  เอกสารฉบับนี้ใช้เพื่อเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย และผู้ช่วยผู้พิพากษา สำหรับสมาชิก STD เท่านั้น ห้ามบุคคลใดนำไปจัดทำสำเนาหรือพิมพ์เพื่อการค้าหากำไร หรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

  ขอให้โชคดี

เรียนรู้ร่วมกัน  สรรสร้างนักกฎหมาย  รับใช้สังคม

http://www.stdlawcenter.com

Email :

  ...((((((((( STD )))))))))...

 

 

 

               

 

ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง สมัย ๗๐ ภาคสอง (ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑) ข้อ ๑๐ พิมพ์
Friday, 23 March 2018

ปรับปรุงล่าสุด ปี ๒๕๖๑

 

ข้อที่ ๑๐

ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง สมัย ๗๐ ภาคสอง

วิชา พระธรรมนูญศาลยุติธรรม (มาตรา ๑ ถึง ๓๓)

 

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม)

1.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๘.... ผู้รับผิดชอบราชการศาลสูงและศาลชั้นต้นในกรุงเทพฯ = (ศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคฯ คือ ประธาน ) / (ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี คือ อธิบดี) / ทุกศาลมีรองได้ ๑ คน / แต่ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคฯ มีรองได้ ๑-๓ / ศาลฎีกามีรองได้ ๑-๖ /

                                วรรคสอง.... กรณีรองเป็นผู้ทำการแทน = ตำแหน่งประธานหรืออธิบดี + ว่างลงหรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ + ให้รองที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน.... ถ้ารองที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ + ให้รองที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน.... (อัตโนมัติ)

                                วรรคสาม.... กรณีผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน = ไม่มีรองเป็นผู้ทำการแทนหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ + ให้ผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดในศาลนั้น + เป็นผู้ทำการแทน.... (อัตโนมัติ)

                                วรรคสี่.... กรณีประธานศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทน = ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสาม + ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่ง + เป็นผู้ทำการแทนก็ได้.... (ต้องมีคำสั่ง)

2.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๙.... ผู้รับผิดชอบราชการศาลจังหวัดและศาลแขวง = ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล (ไม่มีรอง)....  ผลของการไม่มีรอง คือ ทำให้ไม่มีรองเป็นผู้ทำการแทนต่างจากมาตรา ๘ วรรคสาม.... ส่วนอื่นเหมือนกันหมด....

3.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๓.... อธิบดีผู้พิพากษาภาค = ให้มีอธิบผู้พพากษาภาค ภาคละ ๑ คน จำนวน ๙ ภาค /มีรองได้ภาคละ ๓ – ๖ คน (แก้ไขใหม่เมื่อ ปี ๒๕๕๕).... 

วรรคสอง.... กรณีรองเป็นผู้ทำการแทน = ตำแหน่งอธิบดีภาค + ว่างลงหรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ + ให้รองอธิบดีภาคที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทน.... ถ้ารองที่มีอาวุโสสูงสุดไม่อาจปฏิบัติราชการได้ + ให้รองที่มีอาวุโสถัดลงมาตามลำดับเป็นผู้ทำการแทน.... (อัตโนมัติ)

วรรคสาม.... กรณีประธานศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งเป็นผู้ทำการแทน = ในกรณีที่ไม่มีผู้ทำการแทนตามวรรคสอง + ประธานศาลฎีกาจะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่ง + เป็นผู้ทำการแทนก็ได้.... (ต้องมีคำสั่ง)

(อนึ่ง จะไม่มีผู้พิพากษาที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้ทำการแทนต่างจากมาตรา ๘ วรรคสาม และมาตรา ๙ วรรคสอง ส่วนอื่นเหมือนกันหมด...)

4.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๘ วรรคสุดท้าย....  มาตรา ๙ วรรคท้าย....  มาตรา ๑๓ วรรคท้าย....  วางหลักเหมือนกัน คือ ผู้พิพากษาอาวุโสหรือผู้พิพากษาประจำศาล + จะเป็นผู้ทำการแทนไม่ได้....

5.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคสาม..... กำหนดให้ศาลแพ่งหรือศาลอาญา + ใช้ดุลพินิจยอมรับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงไว้พิจารณาหรือโอนไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้ (ใช้ดุลพินิจรับไว้หรือไม่รับไว้ก็ได้)

                                วรรคสี่..... กำหนดให้ศาลจังหวัด + ต้องโอนคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจ (จะใช้ดุลพินิจรับไว้ไม่ได้) (ถูกยกเลิกแล้วโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘ และมีการบัญญัติใหม่เป็น มาตรา ๑๙/๑)

6.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗..... อำนาจศาลแขวง  = มีอำนาจพิจารณาคดีและทำการไต่สวนหรือคำสั่งใดๆ + โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะ + ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๔ และ ๒๕

7.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘..... อำนาจศาลจังหวัด  = ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙/๑ + ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น...

8.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙/๑ วรรคหนึ่ง..... คดีศาลแขวงที่ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นอื่นที่มิใช่ศาลแขวง  = บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลดังกล่าวที่จะยอมรับพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นหรือมีคำสั่งโอนไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้   และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด หากศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัดได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีเช่นว่านั้นไว้แล้ว  ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป... (เพิ่มใหม่ ปี ๒๕๕๘)

วรรคสอง.... กรณีมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป = ในกรณีที่ขณะยื่นฟ้องคดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัดอยู่แล้ว  แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง  ก็ให้ศาลนั้นพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไป... (เพิ่มใหม ปี ๒๕๕๘)

9.              พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔..... ให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งมีอำนาจดังต่อไปนี้... (เป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนหนึ่งในทุกชั้นศาล)

(๑)      ออกหมายเรียก/หมายอาญา/หมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจังหวัดอื่น....

(๒)  ออกคำสั่งใดๆซึ่งมิใช่เป็นไปในทางวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดี

10.       พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕..... อำนาจผู้พิพากษาคนเดียว = ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะ + มีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้.... (เป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเท่านั้น)

                                (๑) ไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด คำร้อง/คำขอ ที่ยื่นต่อศาลในคดีทั้งปวง....

                                (๒) ไต่วนและมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย....

                                (๓) ไต่สวนมูลฟ้อง และ มีคำสั่งในคดีอาญา.....

                                (๔) พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน(๓๐๐,๐๐๐).....

                                (๕) พิจารณาพิพากษาคดีอาญา ซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้(จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐,๐๐๐) /แต่จะลงโทษ(จำคุกเกิน ๖ เดือน หรือปรับเกิน ๑๐,๐๐๐) ไม่ได้

                                วรรคสอง..... ผู้พิพากษาประจำศาล + ไม่มีอำนาจตาม (๓) (๔) หรือ (๕)..... (ไม่ได้ห้ามผู้พิพากษาอาวุโส)....

11.       พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖..... องค์คณะผู้พิพากษาศาลชั้นต้น = ภายใต้บังคับมาตรา ๒๕ + ศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาเป็นองค์คณะอย่างน้อย ๒ คน + ต้องไม่เป็นผู้พิพากษาประจำศาลเกิน ๑ คน....

12.       พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๘..... กรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิได้อาจก้าวล่างได้ในระหว่างการพิจารณาคดี = ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้นั่งพิจารณาคดีนั้นแทนต่อไปได้....

                                (๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ (ประธาน) หรือ (รอง) หรือ (ผู้พิพากษาในศาลฎีกา + ซึ่งประธานศาลฎีกา + มอบหมาย)..... 

                                (๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ (ประธาน) หรือ (รอง) หรือ (ผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ + ซึ่งประธานศาลอุทธรณ์ + มอบหมาย)...

                                (๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ (อธิบดี) หรือ (อธิบดีภาค) หรือ (ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล) หรือ (รองอธิบดี) หรือ (รองอธิบดีภาค) หรือ (ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นของศาลนั้น + ซึ่งอธิบดี อธิบดีภาค หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล + มอบหมาย)....

13.       พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๙..... กรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิได้อาจก้าวล่างได้ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดี = ให้ผู้พิพากษาดังต่อไปนี้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษา + ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว....

                                (๑) ในศาลฎีกา ได้แก่ (ประธาน) หรือ (รอง)  /ไม่มีอำนาจทำความเห็นแย้ง/ไม่มีมอบหมายต่างจากมาตรา ๒๘..... 

                                (๒) ในศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค ได้แก่ (ประธาน) หรือ (รอง) /มีอำนาจทำความเห็นแย้ง/ไม่มีมอบหมายต่างจากมาตรา ๒๘.....

                                (๓) ในศาลชั้นต้น ได้แก่ (อธิบดี) หรือ (อธิบดีภาค) หรือ (รองอธิบดี) หรือ (รองอธิบดีภาค)  หรือ (ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล) / ไม่มีมอบหมายต่างจากมาตรา ๒๘..... (มีอำนาจทำความเห็นแย้ง ทั้งนี้หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว)

14.       พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๘ วรรคสอง.....  มาตรา ๒๙ วรรคสอง...  วางหลักเหมือนกัน = ให้ผู้ทำการแทนในตำแหน่งต่างๆ + ตามมาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๓ + มีอำนาจตาม (๑) (๒) และ (๓) ด้วย....

15.       พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๓๐..... เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้พิพากษา = ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะนั่งพิจารณาคดีนั้น (พ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ หรือ ถูกคัดค้านและถอนตัวไป หรือ ไม่อาจปฏิบัติราชการจนไม่สามารถนั่งพิจารณาหรือทำคำพิพากษาในคดีนั้นได้)....

16.       พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๓๑..... เหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีอำนาจพิจารณาคดีตามกฎหมาย =

                                (๑) ผู้พิพากษาคนเดียวไต่สวนคดีอาญา + แล้วเห็นควรพิพากษายกฟ้อง + แต่คดีนั้นมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดเกินกว่าอัตราโทษตามมาตรา ๒๕(๕)....

                                (๒) ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีอาญาตามมาตรา ๒๕(๕) + แล้วเห็นว่าควรพิพากษาลงโทษจำคุกเกินกว่า ๖ เดือน หรือ ปรับเกิน ๑๐,๐๐๐ บาท....

                                (๓) ผู้พิพากษาในองค์คณะคดีแพ่ง + มีความเห็นแย้งกันจนหาเสียงข้างมากมิได้....

                                (๔) ผู้พิพากษาคนเดียวพิจารณาคดีแพ่งตามมาตรา ๒๕(๔)  ไปแล้ว + ต่อมาปรากฏว่าราคาทรัพย์สินที่พิพาท หรือ จำนวนเงินที่ฟ้อง + เกินกว่าอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียว....

 

ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย (ลองตอบในใจเพื่อทดสอบความเข้าใจ)

1.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า คดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด ศาลจังหวัดจะใช้ดุลพินิจรับฟ้องไว้พิจารณาได้ หรือไม่?  ถ้าศาลจังหวัดใช้ดุลพินิจรับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาจะโอนคดีให้ศาลแขวงในภายหลังได้ หรือไม่?

2.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  ฟ้องแย้งจะต้องพิจารณาถึงอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลด้วย หรือไม่?

3.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  ขณะยื่นฟ้องคดีอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด ต่อมามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ศาลจังหวัดจะพิจารณาคดีต่อไปได้ หรือไม่?

4.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลจังหวัดไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งคดีมีมูลนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

5.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า   ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุก ๑ ปี และปรับ ๓,๐๐๐ บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

6.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า   หนี้อันเกิดจากมูลละเมิด ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง ต้องคำนวณรวมเป็นจำนวนทุนทรัพย์ ในการพิจารณาว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดี มีจำนวนเท่าใดหรือไม่?

7.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เจ็ดว่า  โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ หรือไม่? คดีฟ้องเพิกถอนนิติกรรม หากศาลสั่งจำหน่ายคดีสำหรับคู่ความที่เป็นคู่กรณีในนิติกรรม ศาลจะพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ หรือไม่ ?

8.      มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่แปดว่า  โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หากกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท จะยื่นฟ้องต่อศาลแขวงได้ หรือไม่? คดีที่อยู่ในอำนาจศาลจังหวัด ผู้พิพากษาคนเดียว พิพากษายกฟ้องหรือลงโทษได้ หรือไม่?

 

แนวธงคำตอบ (เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจและใหม่ล่าสุด)

1.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า คดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด ศาลจังหวัดจะใช้ดุลพินิจรับฟ้องไว้พิจารณาได้ หรือไม่?  ถ้าศาลจังหวัดใช้ดุลพินิจรับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาจะโอนคดีให้ศาลแขวงในภายหลังได้ หรือไม่?

คำตอบ   คดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัด ศาลจังหวัดชอบที่จะใช้ดุลพินิจรับไว้พิจารณาก็ได้ ...หรือ... จะโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้ ทั้งนี้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๙/๑ วรรคหนึ่ง  เพราะมาตรา ๑๘ อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙/๑

และเมื่อศาลจังหวัดใช้ดุลพินิจรับฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาจะโอนคดีให้ศาลแขวงในภายหลังไม่ได้ เพราะมาตรา ๑๙/๑ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย บัญญัติให้ศาลจังหวัดพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป ซึ่งศาลจังหวัดจะใช้ดุลพินิจโอนคดีไปให้ศาลแขวงในภายหลังไม่ได้อีก   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

(นำคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยตามกฎหมายเดิมมาปรับเข้ากับข้อกฎหมายที่แก้ไขใหม่)

คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์แล้ว  แต่ปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยยังโต้แย้งอยู่ว่าไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย  คำขอท้ายฟ้องก็ขอให้พิพากษาว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท และให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์  เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกเอาที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้ขายให้แก่โจทก์มาเป็นของโจทก์ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณราคาเป็นเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ โดยมีทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาท  เมื่อที่ดินพิพาทมีราคาไม่เกินสามแสนบาท อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามมาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔)  ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ชอบที่จะยอมรับพิจารณาคดีที่ยื่นฟ้องไว้เช่นนั้น หรือมีคำสั่งให้โอนไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้ตามมาตรา ๑๙/๑ วรรคหนึ่ง  เพราะมาตรา ๑๘ อยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙/๑  (เทียบปรับปรุงจากฎีกาที่ ๗๓๖๘/๒๕๔๘)

แม้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่เมื่อพฤติการณ์ขององค์การบริหารส่วนตำบลจำเลยที่ ๑ กับพวก รวมหกคนจากคำบรรยายฟ้องโจทก์ เห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งหกโต้แย้งว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินของโจทก์แต่เป็นที่สาธารณะ จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณราคาเป็นเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยถือทุนทรัพย์เท่ากับราคาที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์เรียกร้อง  เมื่อที่ดินพิพาทมีราคา ๘๑,๖๔๘ บาท และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งหกเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท รวมกันเป็นเงิน ๑๖๑,๖๔๘ บาท  ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท  แม้อยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๔ (๔)  แต่เมื่อศาลจังหวัดได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้ไว้แล้ว ศาลจังหวัดชอบที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไปตามมาตรา ๑๙/๑ วรรคหนึ่ง (ปรับปรุงจากฎีกาที่ ๔๑๑/๒๕๕๐)

คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิครอบครองโดยไม่มีสิทธิ จำเลยให้การโต้แย้งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนครปฐมที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลจังหวัดนครปฐมได้รับฟ้องไว้พิจารณาและดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยจนเสร็จและอยู่ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครปฐมตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) ไม่ใช่คดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลจังหวัดนครปฐม ในกรณีเช่นนี้ พระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๙/๑ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย บัญญัติให้ศาลจังหวัดนครปฐมพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป ศาลจังหวัดนครปฐมจะโอนคดีนี้ไปให้ศาลแขวงไม่ได้ (ปรับปรุงจากฎีกาที่ ๑๙๖๖/๒๕๕๐)

 

2.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า  ฟ้องแย้งจะต้องพิจารณาถึงอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลด้วย หรือไม่? 

คำตอบ   (ก) กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวง แต่จำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งเกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท ย่อมไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาพิพากษาคดีได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔)   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ฟ้องแย้งมีลักษณะเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ (๓) การเสนอคำฟ้องแย้งต่อศาลจำต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒ (๑) กล่าวคือ ศาลนั้นต้องมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีตามฟ้องแย้งได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ฟ้องแย้งของจำเลยมีทุนทรัพย์ ๓๐๗,๕๐๐ บาท เกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ เป็นเรื่องวิธีพิจารณาคดีที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นในกรณีที่จำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดีมโนสาเร่ว่าจะดำเนินการพิจารณาคดีไปอย่างคดีสามัญหรืออย่างคดีมโนสาเร่อันเป็นวิธีพิจารณาวิสามัญ  เป็นคนละเรื่องกับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลที่มีอำนาจสั่งให้นำวิธีพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๙๒ วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่คดีได้ จะต้องเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมด้วย (ฎีกาที่ ๒๔๘๓/๒๕๑๖, ๒๕๔๑/๒๕๕๖)

(ข) กรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัด แต่จำนวนทุนทรัพย์ตามฟ้องแย้งไม่เกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) เดิมศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาฟ้องแย้งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘  แต่ปัจจุบันศาลจังหวัดมีอำนาจใช้ดุลพินิจรับคดีดังกล่าวไว้พิจารณาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๙/๑   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ศาลจังหวัดไม่มีอำนาจพิพากษาฟ้องแย้งของจำเลยตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ ทั้งไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจศาลจังหวัดที่จะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาได้ (ฎีกาที่ ๗๔๔๓/๒๕๕๗ ปัจจุบันไม่อาจใช้เป็นบรรทัดฐานได้แล้ว)  เพราะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๘ มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน  และมาตรา ๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๙/๑ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ดังนี้

มาตรา ๑๘  ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙/๑ ศาลจังหวัดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น

มาตรา ๑๙/๑  บรรดาคดีซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลแขวงและอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้น ถ้ายื่นฟ้องต่อศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัด ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลดังกล่าวที่จะยอมรับพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นหรือมีคำสั่งโอนไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้   และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด หากศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี หรือศาลจังหวัดได้มีคำสั่งรับฟ้องคดีเช่นว่านั้นไว้แล้ว  ให้ศาลดังกล่าวพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป

ดังนั้น ศาลจังหวัดอาจใช้ดุลพินิจที่จะรับฟ้องแย้งซึ่งอยู่ในเขตศาลแขวงและอำนาจของศาลแขวงไว้พิจารณา หรือมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงที่มีเขตอำนาจก็ได้ และหากศาลจังหวัดได้มีคำสั่งรับฟ้องแย้งไว้แล้ว ให้ศาลจังหวัดพิจารณาพิพากษาคดีนั้นต่อไป

 

3.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามว่า  ขณะยื่นฟ้องคดีอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัด ต่อมามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง ศาลจังหวัดจะพิจารณาคดีต่อไปได้ หรือไม่? 

คำตอบ   ศาลจังหวัดพิจารณาคดีต่อไปได้ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๙/๑ วรรคสอง เพราะเป็นกรณีที่ขณะยื่นฟ้องคดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลศาลจังหวัดอยู่แล้ว  แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง  ก็ให้ศาลจังหวัดพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไปได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

(นำคำพิพากษาฎีกาที่วินิจฉัยตามกฎหมายเดิมมาปรับเข้ากับข้อกฎหมายที่แก้ไขใหม่)

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๗, ๓๒๖, ๓๒๘ ซึ่งความผิดตามมาตรา ๓๒๘ มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ มาแต่ต้น แม้ต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๗ และ ๓๒๖ ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงเชียงใหม่ก็ตาม ศาลจังหวัดเชียงใหม่ก็ชอบที่จะพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา ๑๙/๑ วรรคสอง เพราะเป็นกรณีที่ขณะยื่นฟ้องคดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลศาลจังหวัดอยู่แล้ว  แม้ต่อมาจะมีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้คดีนั้นเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง  ก็ให้ศาลจังหวัดพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวต่อไป (ปรับปรุงจากฎีกาที่ ๒๘๑๗/๒๕๕๖)

 

4.            มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ว่า  ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลจังหวัดไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งคดีมีมูลนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? 

คำตอบ   ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๓) แล้ว เพราะบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาได้ ดังนั้น คดีอาญาทั้งปวงย่อมอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะทำการไต่สวนมูลฟ้องและเมื่อเห็นว่าคดีมีมูลก็มีอำนาจมีคำสั่งว่าคดีมีมูลได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ บัญญัติว่า ในศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวเป็นองค์คณะมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้น ดังต่อไปนี้... (๓) ไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา เห็นได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเป็นองค์คณะมีอำนาจไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญาได้ ดังนั้น คดีอาญาทั้งปวงย่อมอยู่ในอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวที่จะทำการไต่สวนมูลฟ้องและเมื่อเห็นว่าคดีมีมูลก็มีอำนาจมีคำสั่งว่าคดีมีมูลได้  กระบวนพิจารณาของผู้พิพากษาคนเดียวจึงเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องชอบแล้ว (ฎีกาที่ ๑๗๕๒-๑๗๕๓/๒๕๕๗)

 

5.              มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่ห้าว่า   ศาลแขวงพิพากษาลงโทษจำคุก ๑ ปี และปรับ ๓,๐๐๐ บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? 

คำตอบ   ไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕) เพราะพิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือนไม่ได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยจำคุก ๑ ปี และปรับ ๓,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี โดยมีผู้พิพากษาลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเพียงคนเดียว เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๕)  ทั้งนี้ เพราะผู้พิพากษาคนเดียวจะพิพากษาลงโทษจำคุกเกินหกเดือนไม่ได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายข้างต้น ซึ่งมีผลทำให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (ฎีกาที่ ๔๕๔๓/๒๕๕๘, ๕๙๔๓/๒๕๔๘)

 

6.              มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่หกว่า   หนี้อันเกิดจากมูลละเมิด ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง ต้องคำนวณรวมเป็นจำนวนทุนทรัพย์ ในการพิจารณาว่าจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดี มีจำนวนเท่าใดหรือไม่? 

คำตอบ   ต้องคำนวณรวมเป็นจำนวนทุนทรัพย์ด้วย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๐ เพราะคำเรียกร้องของโจทก์ หมายถึง คำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลย ส่วนดอกผลที่ห้ามไม่ให้นำมาคำนวณรวมเข้าด้วยเป็นทุนทรัพย์นั้นก็คือดอกผลซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระในเวลายื่นฟ้อง ดังนั้น ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง เป็นดอกผลซึ่งถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องแล้ว จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้คำนวณรวมเป็นจำนวนทุนทรัพย์ตามมาตรา ๑๙๐ (๑)    มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

แม้คำฟ้องของโจทก์เป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งเป็นหนี้ที่ไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๘ ทวิ ก็ตาม  แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องการพิจารณาคดีโดยขาดนัด ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเรื่องการคำนวณทุนทรัพย์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๐ ว่า จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณ ดังนี้ (๑) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์ ส่วนดอกผลอันมิถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องหรือค่าธรรมเนียมศาลซึ่งอาจเป็นอุปกรณ์รวมอยู่ในคำเรียกร้อง ห้ามมิให้คำนวณรวมเข้าด้วย คำเรียกร้องของโจทก์ หมายถึง คำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลย ส่วนดอกผลที่ห้ามไม่ให้นำมาคำนวณรวมเข้าด้วยเป็นทุนทรัพย์นั้นก็คือดอกผลซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระในเวลายื่นฟ้อง

คดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน ๒๙๔,๙๖๕ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยที่โจทก์ขอนับแต่วันที่ทำละเมิดจนถึงวันฟ้อง (วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔) เป็นดอกผลซึ่งถึงกำหนดเกิดขึ้นในเวลายื่นคำฟ้องแล้ว จึงไม่ต้องห้ามไม่ให้คำนวณรวมเป็นจำนวนทุนทรัพย์ตามมาตรา ๑๙๐ (๑) เมื่อคำนวณดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๙๔,๙๖๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔ ถึงวันฟ้อง คิดเป็นดอกเบี้ย ๗,๒๓๗.๑๐ บาท  ดังนั้น เมื่อต้นเงิน ๒๙๔,๙๖๕ บาท บวกด้วยดอกเบี้ยดังกล่าวคิดถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน ๓๐๒,๒๓๘ บาท จำนวนทุนทรัพย์ตามคำเรียกร้องของโจทก์ในเวลายื่นคำฟ้องจึงเกินกว่า ๓๐๐,๐๐๐ บาท  ศาลชั้นต้น (ศาลแขวง) ย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๕ (๔) (ฎีกาที่ ๑๔๓๘๔/๒๕๕๖)

 

7.              มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่เจ็ดว่า  โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง ผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การ หรือไม่? คดีฟ้องเพิกถอนนิติกรรม หากศาลสั่งจำหน่ายคดีสำหรับคู่ความที่เป็นคู่กรณีในนิติกรรม ศาลจะพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ หรือไม่ ? 

คำตอบ   ผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) เพราะเมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ไม่ยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง

เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความไปแล้ว มีผลทำให้จำเลยที่ ๒ พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา  กรณีจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์ได้ เพราะจะมีผลกระทบต่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี  มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

คดีนี้มิใช่คดีมโนสาเร่ และศาลมิได้สั่งให้ดำเนินคดีแบบคดีไม่มีข้อยุ่งยาก การที่จำเลยที่ ๒ ไม่ได้ยื่นคำให้การในกำหนด โจทก์ทั้งสามจึงต้องยื่นคำขอต่อศาลให้มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๘ วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสามไม่ยื่นคำขอดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจจำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่ ๒ และการสั่งจำหน่ายคดีเช่นนี้เป็นอำนาจของผู้พิพากษานายเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๔ (๒) เมื่อคู่ความมิได้อุทธรณ์ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีจึงเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง คดีระหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ ๒ จึงเป็นอันเสร็จสิ้น ไม่ถือว่าจำเลยที่ ๒ เป็นคู่ความอีกและไม่มีสิทธิยื่นคำให้การ

การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่อ้างว่าจำเลยที่ ๒ รับโอนมาจากโจทก์ที่ ๑ โดยไม่ชอบก็ดี การที่จำเลยที่ ๒ โอนขายให้จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๙ ก็ดี โจทก์ทั้งสามต้องฟ้องจำเลยที่ ๒ เข้ามาในคดีด้วยจึงจะบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้  แม้คดีนี้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องจำเลยที่ ๒ แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ ออกเสียจากสารบบความไปแล้ว มีผลทำให้จำเลยที่ ๒ พ้นจากการที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา  กรณีจึงไม่อาจพิจารณาพิพากษาไปตามคำขอของโจทก์ทั้งสามได้ เพราะจะมีผลกระทบต่อจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี (ฎีกาที่ ๗๓๓๐/๒๕๕๖)

 

8.              มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่แปดว่า  โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หากกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท จะยื่นฟ้องต่อศาลแขวงได้ หรือไม่? คดีที่อยู่ในอำนาจศาลจังหวัด ผู้พิพากษาคนเดียว พิพากษายกฟ้องหรือลงโทษได้ หรือไม่? 

คำตอบ   กรณีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๘ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. ๙๐ เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท กรณีจึงเกินอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

กรณีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๓๒๖ ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) มาด้วย แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) และมาตรา ๒๖   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้

ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (5) บัญญัติให้ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 โดยบรรยายฟ้องรวมกันมา จึงเป็นกรณีที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 ด้วยก็ตาม แต่หากพิจารณาได้ความตามฟ้อง ศาลต้องลงโทษจำเลยตามมาตรา 328 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. 90 เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท กรณีจึงเกินอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ที่โจทก์ฎีกาว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 เห็นได้ว่าศาลสามารถที่จะลงโทษจำเลยในบทมาตราที่ถูกต้องได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. แล้ว หากศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์สืบสมแต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองรวมการกระทำความผิดหลายอย่าง และแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง ศาลจะลงโทษจำเลยในการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พิจารณาได้ความก็ได้ เห็นได้ว่าศาลชั้นต้นพิจารณารับฟ้องโดยชอบมาแต่ต้นแล้วนั้น เห็นว่า ข้อกฎหมายที่โจทก์ทั้งสองยกขึ้นฎีกาเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องซึ่งเป็นคนละกรณีกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น และการจะนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับนั้น ศาลชั้นต้นต้องมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เสียก่อน เมื่อศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้วจึงไม่สามารถนำบทบัญญัติดังกล่าวมากล่าวอ้างได้ว่าศาลชั้นต้นพิจารณารับฟ้องโจทก์ทั้งสองโดยชอบแล้ว (ฎีกาที่ ๒๒๐๕๖/๒๕๕๕)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 326, 328 ซึ่งตามมาตรา 328 การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนจึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 26 แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 326 ซึ่งผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) มาด้วย แต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดเพียงกรรมเดียวต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) และมาตรา 26 (ฎีกาที่ ๗๖๕๑/๒๕๕๒)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยการปิดประกาศในสถานที่สาธารณะและในอินเตอร์เน็ตขอให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา ๙๐, ๙๑, ๓๒๖, ๓๒๘ มีระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคน จึงเป็นองค์คณะที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา ๓๒๖ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ผู้พิพากษาคนเดียวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) มาด้วยก็ตาม  แต่ความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๒๘ ที่โจทก์ฟ้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัด องค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดีนี้จึงต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองคนตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๖ ดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีแล้วพิพากษาลงทาจำเลย (จำคุกกระทงละ ๖ เดือน และปรับกระทงละ ๕,๐๐๐ บาท โดยผู้พิพากษาคนเดียวเป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดี จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๕ (๕) และมาตรา ๒๖ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จึงยังไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี  โดยต้องให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียก่อน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ (ฎีกาที่ ๕๒๕๕/๒๕๕๙)

 

จัดทำและเรียบเรียง  โดยทีมงาน STD

หมายเหตุ  เอกสารฉบับนี้ใช้เพื่อการเตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย และผู้ช่วยผู้พิพากษา สำหรับสมาชิก STD เท่านั้น ห้ามบุคคลใดนำไปจัดทำสำเนาหรือพิมพ์เพื่อการค้าหากำไร หรือนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

  ขอให้โชคดี

เรียนรู้ร่วมกัน  สรรสร้างนักกฎหมาย  รับใช้สังคม

http://www.stdlawcenter.com

Email :

  ...((((((((( STD )))))))))...

 

 

 

 

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 51 - 59 จาก 17293