ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว(สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครสมาชิก : STD
เปิดรับสมัครทีมงาน : STD
ทีมงานของเราทีมงาน STD
กฎกติกาการศึกษาข้อมูล !
ติดต่อทีมงานของเราที่นี่ !
ตรวจสอบสถานะสมาชิก !
ค้นข้อมูลภายในเว็บไซต์ !
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล 2560
ข่าวเปิดสอบอัยการ 2560
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย 2560
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2560
ข่าวเปิดสอบราชการ 2560
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาล (จิ๋ว) 2560
ผู้สอบผ่านศาล (ล) 2559
ผู้สอบผ่านศาล (ญ) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ(พิเศษ) 2556
ผู้สอบผ่านอัยการ(จิ๋ว)2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ล) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ญ) 2558
ผู้สอบผ่านเนติ แพ่ง 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ อาญา 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.พ. 2/69
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อ. 2/69
ผู้สำเร็จการศึกษาเนติ 2558
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล ปี 2560
ดูคะแนนสอบอัยการ(จิ๋ว) 59
ดูคะแนนสอบอัยการ (ล) 59
ดูคะแนนสอบอัยการ (ญ) 58
ดูคะแนนสอบเนติ 1/69
ดูคะแนนสอบเนติ 2/69
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษี
โฟกัสหลักกฎหมาย รธน.
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้ม
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ศาล
มุมอ่านสอบ : ข้อสอบเก่าและตัวบท
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ออนไลน์
ฎีกาวาไรตี้
อ่านเพื่อสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
จับหลักชนฎีกา
พิชิต 3 สนามสอบ
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
กุญแจหลักกฎหมาย
สรุปหลักทักทายฎีกา
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา
เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญ (สำหรับสมาชิก)
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญ ปี 2560
รัฐธรรมนูญ ปี 2557
รัฐธรรมนูญ ปี 2550
รัฐธรรมนูญ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.6.33-log
เวลา : 22:30
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 348
จำนวนข่าวสาร : 17308
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 57208131
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 339 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ และ 1 สมาชิก ออนไลน์
  • std150860


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 November 2016 )
ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้ ขอแนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรมีไว้อ่านก่อนลงสนามสอบ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 26 August 2014


ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้


แนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรอ่านก่อนลงสนามสอบ


ฉบับท่องไปสอบ แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ อาญา


ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา


จัดทำในรูปแบบ ถาม ตอบ สั้นๆ อ้างอิงฎีกา พร้อมย่อตัวบทมาตราสำคัญ


ข้อมูลทั้งหมดเข้าดูได้เฉพาะสมาชิกผ่านเว็บไซต์เท่านั้น ไม่มีการจัดพิมพ์เพื่อจำหน่าย


สนใจเอกสารสำคัญเชิญสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์


รายละเอียดดูได้ที่เมนู เปิดรับสมัครสมาชิก STD”




แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Sunday, 10 September 2017 )
กำหนดวันสอบ แผนผัง สนามและห้องสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ๑/๗๐ (อาญา ๒๔ ก.ย. ๖๐, แพ่ง ๑ ต.ค. ๖๐) icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Friday, 15 September 2017

สวัสดี เช้าวันศุกร์  วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต สมัย ๗๐ ภาคหนึ่ง ช่วงนี้ก็เข้าโค้งสุดท้ายแล้ว ขอให้เตรียมความพร้อมให้เต็มที่ ควรฝึกทำข้อสอบเก่าจับเวลาเสมือนจริง ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญและไม่ประหม่าเวลาอยู่ในห้องสอบ ที่สำคัญคือตัวบทกฎหมายควรท่องมาตราสำคัญให้ได้ เวลาตอบข้อสอบก็ควรใช้ภาษากฎหมาย ถ้าจำถ้อยคำในตัวบทได้ก็ใช้ถ้อยคำตัวบทในการปรับเข้ากับข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยก็จะทำให้คะแนนออกมาดี  สุดท้ายนี้ ทีมงานก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถสอบผ่านเป็นเนติบัณฑิตกันทุกคน

วันนี้ ขอแจ้งกำหนดวันสอบ แผนผัง สนามสอบและห้องสอบ ความรู้ชั้นเนติบัณฑิต สมัย ๗๐ ภาคหนึ่ง ดังนี้

กำหนดวันสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต สมัยที่ ๗๐ ภาคหนึ่ง

-  กลุ่มกฎหมายอาญา สอบวันอาทิตย์ที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๖๐

-  กลุ่มกฎหมายแพ่ง สอบวันอาทิตย์ที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐

รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดวันสอบเนติบัณฑิต สมัย ๗๐ ภาคหนึ่ง เข้าไปศึกษาดูได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้ 

 Description: http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/images/icon/forward.png แผนผังแสดงสนามสอบและห้องสอบความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาค 1 สมัยที่ 70 ปีการศึกษา 2560[ฉบับแก้ไข ณ 14-09-2560] (คลิก) Description: https://web.archive.org/web/20160718223906im_/http:/www.thethaibar.or.th/thaibarweb/fileadmin/DAM/2555/IMAGES/icon_new.gif  [14.09.2017] 

 Description: http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/images/icon/forward.png นักศึกษาที่สมัครสอบ ม.รามคำแหง

      >> วิชากฎหมายอาญา ตั้งแต่เลขที่นั่งสอบ 10989 เป็นต้นไป 
      >> วิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตั้งแต่เลขที่นั่งสอบ 9849 เป็นต้นไป 
      >> สอบที่ อาคารเวียงคำ ชั้น 5 ห้อง 502

Description: http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/images/icon/forward.png นักศึกษาที่สมัครสอบ ม.สยาม 
     >> วิชากฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งฯ 
           เลขที่นั่งสอบ 14251-14305 (เดิม อาคาร 19 ชั้น 10 ห้อง 1008)  /  เลขที่นั่งสอบ 15401-15480(เดิม อาคาร 12 ชั้น 10 ห้อง 1006) 
เปลี่ยนแปลงห้องสอบตามด้านล่างนี้ 
           เลขที่นั่งสอบ 14251-14280 อาคาร 2 ชั้น 4 ห้อง 402 
           เลขที่นั่งสอบ 14281-14305 อาคาร 2 ชั้น 4 ห้อง 403 
           เลขที่นั่งสอบ 15401-15430 อาคาร 2 ชั้น 4 ห้อง 404 
           เลขที่นั่งสอบ 15431-15460 อาคาร 2 ชั้น 4 ห้อง 405 
           เลขที่นั่งสอบ 15461-15480 อาคาร 2 ชั้น 4 ห้อง 406  Description: https://web.archive.org/web/20160718223906im_/http:/www.thethaibar.or.th/thaibarweb/fileadmin/DAM/2555/IMAGES/icon_new.gif  [13.09.2017] 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แผนกทะเบียนและประเมินผล โทร. 0-2887-6835 หรือ 0-2887-6801-7 ต่อ 405

 ที่มา : http://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/index.php/th/

" A good beginning makes a good ending. - เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง 


บรรณาธิการเว็บไซต์

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 15 September 2017 )
เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒ > เครื่องปรับอากาศไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารไม่เป็นส่วนควบ ๑๔๔ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! แพ่ง
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)


หลักสำคัญ!!!   เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง ไม่เป็นส่วนควบตาม ม.๑๔๔


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  สัญญาเช่ามีว่าทรัพย์ใด  ที่ผู้เช่าดัดแปลงต่อเติมลงในที่เช่า ตกเป็นของผู้ให้เช่าทันที  ข้อสัญญานี้ผูกพันผู้เช่าช่วงด้วย  ทรัพย์ที่ต่อเติมนี้หมายความถึงการกระทำที่มาเป็นส่วนควบ  เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสารสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง  ไม่เป็นส่วนควบ  ไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒)


ทีมงาน  STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐ > จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ม.๑๗๗ วรรคสาม พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.แพ่ง
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)


หลักสำคัญ!!!   จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น ฟ้องแย้งที่ขอให้บังคับจำเลยด้วยกัน จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษา เพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 มาแต่เดิมหาได้ไม่ เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ แต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน (ฎีกาที่ ๑๘๗๙/๒๕๑๔)


โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก แปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2 แปลงที่ 2 ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์ จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 178 (ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ม.๒ (๗) พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.อาญา
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)


หลักสำคัญ!!!   การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความโดยมิได้มีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๗) เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ม.๑๒๑ วรรคสอง พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๑๒๐


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า  เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ  จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ > ผู้ร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ม.๒๗๖ ว.๓ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! อาญา
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายอาญา)


หลักสำคัญ!!!   ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการได้


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคนเพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นในบทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติแต่เพียงว่า 'ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ' เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิงเมื่อฟังได้ว่าได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำผิดศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2510) (ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐)


ทีมงาน  STD


กุญแจหลักกฎหมาย : เรื่อง คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์#มาตรา 4 ทวิ (ฺฺโดย Rymani R.) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กุญแจหลักกฎหมาย (Rymani R.)
Friday, 20 October 2017

คอลัมน์ : กุญแจหลักกฎหมาย


เรื่อง คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์#มาตรา 4 ทวิ

 

กรณีเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์แล้ว กฎหมายได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้น จึงไม่จำต้องพิจารณาการเสนอคดีต่อศาลเป็นคำฟ้องตามมาตรา 4 (1) ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

(1) ข้อพิจารณา

- แบ่งการพิจารณาได้เป็น

ก. “คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์” คือ คำฟ้องที่บังคับเอาแก่ตัวอสังหาริมทรัพย์โดยตรง ตัวอย่างเช่น ฟ้องบังคับให้จดทะเบียนโอนที่ดิน, ฟ้องขับไล่ให้ออกจากที่ดิน, ฟ้องขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินที่จำนอง, หรือคำฟ้องที่ต้องพิจารณาความเป็นอยู่แห่งอสังหาริมทรัพย์ ตัวอย่างเช่น ฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะกระทำละเมิดต่ออสังหาริมทรัพย์ทำให้ต้องสูญเสีย หรือเกิดความเสียหายขึ้น (เพราะต้องพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่)

**ระวัง กรณีมิใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ตัวอย่างเช่น ฟ้องเรียกเงินมัดจำและค่าเสียหายตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ฟ้องเรียกเงินค่าขายที่ดิน (ค่านายหน้า), ฟ้องขอให้บังคับไปถอนคำคัดค้านการขอโอนมรดกที่ดิน (เพราะเป็นการฟ้องบังคับตัวจำเลย เป็นหนี้เหนือบุคคล ไม่ได้บังคับหรือบ่งเอากับตัวอสังหาริมทรัพย์) ดังนั้น กรณีเหล่านี้ต้องฟ้องต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น หรือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาตามมาตรา 4 (1) ซึ่งเป็นบททั่วไป

ข. “คำฟ้องเกี่ยวด้วยสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์” คำฟ้องประเภทนี้ที่มิได้พิพาทเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์โดยตรง แต่เกี่ยวด้วยสิทธิหรือประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ ตัวอย่างเช่น คำฟ้องในเรื่องทางจำเป็น, สิทธิเก็บกิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, หรือคำฟ้องขอให้บังคับเกี่ยวกับทรัพยสิทธิในที่ดิน

- ศาลที่โจทก์จะต้องเสนอคำฟ้อง ได้แก่ ศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล หรือ ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ทั้งนี้ เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะเลือกยื่นฟ้องศาลใดก็ได้

(2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

กรณีเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์

ฎ. 10342/2551 การฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองไถ่ถอนจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 737 แม้เป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ แต่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 ทวิ โจทก์ผู้รับจำนองจะเลือกฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาก็ได้

ฎ. 3530/2542 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย และขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินของจำเลยด้วย คำฟ้องบังคับจำนองที่ดินเช่นนี้ย่อมเป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากจะต้องมีการบังคับคดีแก่ตัวทรัพย์นั้น โจทก์จึงมีสิทธิเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาลได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 4 ทวิ

ฎ. 1783/2527 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียที่ดินของโจทก์ไป จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นที่สาธารณะ มิใช่ของโจทก์ และจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แม้จำเลยจะมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดิน เป็นของจำเลย และตามคำฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอที่จะ บังคับแก่ที่ดินที่พิพาท แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลย กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ก็จะต้องพิจารณาด้วยว่าที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ อันเป็นการพิจารณาถึงความเป็นอยู่แห่งอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

 

กรณีไม่เป็นคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์

ฎ. 955/2537 คำฟ้องของโจทก์เพียงแต่ขอให้บังคับจำเลยไปถอนคำคัดค้านการขอโอนมรดกที่โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองปราจีนบุรีเท่านั้น มิได้บ่งถึงการที่จะบังคับแก่ตัวทรัพย์คือที่ดิน จึงไม่ใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น โจทก์จะฟ้องต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ในเขต ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) เดิม หาได้ไม่ ต้องฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา แต่เนื่องจากขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งใช้บังคับแล้วแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4(1) บัญญัติว่าคำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ เช่นนี้จึงทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรีซึ่งเป็นศาลที่มูลคดีเกิดได้ด้วยศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ศาลจังหวัดปราจีนบุรีรับคดีของโจทก์ไว้พิจารณาได้ อนึ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคแรกกำหนดให้ศาลสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดี ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงเป็นการไม่ถูกต้องแต่เมื่อศาลฎีกาสั่งให้รับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว จึงไม่ต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์อีก

ฎ. 3287/2537 ที่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงเลิกสัญญาซื้อขายที่ดินกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชดใช้เงินให้แก่โจทก์จำนวนหนึ่ง และจำเลยที่ 1 นำ น.ส.3 ก. และ น.ส.3 มอบให้โจทก์ไว้เพื่อนำออกขายเอาเงินมาชำระหนี้โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันนำ น.ส.3 ก. และ น.ส.3 ดังกล่าวไปจดทะเบียนโอนขายให้จำเลยที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 แล้วยักยอกเงินค่าที่ดินเป็นประโยชน์ส่วนตนนั้น ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 มอบ น.ส.3 ก. และ น.ส.3 ให้โจทก์ยึดถือไว้ ไม่ได้มอบการครอบครองหรือมอบสิทธิหรือประโยชน์ใดๆ อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ คำฟ้องส่วนนี้มิใช่คำฟ้องที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์ใด ๆ อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา4 ทวิ แต่เป็นคำฟ้องเกี่ยวกับหนี้เหนือบุคคลซึ่งต้องฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

ฎ. 683/2534 โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืน กับเรียกค่าเสียหายเพราะจำเลยผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เป็นการฟ้องให้บังคับตัวจำเลยเป็นหนี้เหนือบุคคลไม่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เพราะไม่ได้ฟ้องขอให้บังคับเกี่ยวกับตัวทรัพย์ดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาได้

 

Rymani R.

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : บอกว่า “ยิงเลยๆ” และบอกว่า “ช่วยสั่งสอนให้หน่อย” นั้น สำคัญไฉน ? โดย-ลอว์ กอ พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Monday, 04 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยบอกว่า ยิงเลยๆ 

 

และบอกว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย นั้น สำคัญไฉน ...?

  

สวัสดีปีเพื่อนๆ สมาชิก STD LAW CENTER แฟนคลับ คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ ทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยแฟนคลับจริงๆ ที่หายไปนานพอสมควร เนื่องจากติดภารกิจเร่งด่วนหลายประการ นับจากนี้ไปจะพยายามจัดสรรเวลาเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลสำคัญๆ น่าออกข้อสอบมานำเสนอเพื่อนสมาชิกให้ได้อ่านอย่างเผ็ดมันแน่นอน !!!!

 

วันนี้เข้าเรื่องกันเลยครับ เมื่อพูดถึงเรื่อง ผู้ใช้ ทุกคนคงท่องตัวบทได้อย่างแม่นยำแล้วว่า ผู้ใช้ คือ ผู้ก่อ.... ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ท่องสั้นๆ แค่นี้ก็หากินได้ทุกสนามสอบแล้วครับ เพราะมีความหมายครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา ๘๔ ส่วนการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดนั้นจะก่อด้วยวิธีใดเราก็ค่อยไปอธิบายเพิ่มเติมเอาโดยดูข้อเท็จจริงแต่ละกรณีไป เช่น

 

การพูดว่า ยิงเลยๆเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ขณะ บ. ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ ๒ พูดกับ บ. ว่า ยิงเลยๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตายสาหัส จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ และมาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ ประกอบมาตรา ๘๔ (ฎีกาที่ ๒๗๔๕/๒๕๕๓)

 

จะเห็นได้ว่าการพูดว่า ยิงเลยๆ ขณะที่อีกคนใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย โดยที่เขายังไม่ได้ตัดสินใจยิง การพูดเช่นนั้นเป็นการไปก่อให้เขาตัดสินใจยิง จึงมีลักษณะเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม โดยมีเจตนาฆ่า จึงมีความผิดฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

 

แต่ถ้าเพียงแต่พูดว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย หมายถึง การทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อสั่งสอนเท่านั้น หาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ การที่ผู้ถูกใช้ไปกระทำการฆ่าย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ ผู้ใช้คงต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ตาม ป.อ. มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้ายเกิดผลรุนแรงถึงตายย่อมต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหญิงโสเภณี โกรธแค้น ว. และบ. ผู้ตาย เรื่องจะสับเปลี่ยนคู่นอนร่วมประเวณี จึงมาเล่าเรื่องและขอให้จำเลยที่ ๓ กับพวกไป ช่วยสั่งสอนให้หน่อย ซึ่งหมายถึงการทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อ สั่งสอนเท่านั้นหาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ก็ร่วมไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ ๓ กับพวกด้วย เพื่อชี้ตัวให้ดูว่าใครคือ ว. และ บ.การที่จำเลยที่ ๓ กระทำรุนแรง ถึงขั้นเจตนาฆ่าโดยใช้มีดแทง บ. ผู้ตายถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้าย บ. ผู้ตาย เกิดผลรุนแรงถึงตายดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ย่อมต้องรับผิดฐาน ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ เพราะการตาย เป็นผลธรรมดาอันย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายตามที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ใช้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๘๔ ประกอบด้วย มาตรา ๘๗ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๔๙๔๑/๒๕๒๘ (ป))

 

ทั้ง ๒ ฎีกา ดังกล่าวข้างต้นมีทั้งความเหมือนและแตกต่าง ควรพินิจพิเคราะห์ให้ดี ว่าการพูดแบบนั้น ผู้ใช้มีเจตนาให้ไปฆ่าหรือมีเจตนาให้ไปทำร้าย และผู้ถูกใช้ได้กระทำในขอบเขตที่ใช้หรือไม่ ซึ่งมีผลในทางกฎหมายที่แตกต่างกัน จึงขอให้เพื่อนๆ สมาชิกลองอ่านทบทวนไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน แล้วท่านจะสามารถนำหลักกฎหมายที่ได้จากฎีกานี้ไปประยุกต์ใช้ตอบข้อสอบได้แทบทุกสนาม

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน สั้นๆ แต่คุณภาพคับแก้ว ขอให้อ่านให้เข้าใจ รับรองออกเรื่องผู้ใช้ไม่มีหลุดแน่นอน

  

บทส่งท้าย : แค่เสี้ยววินาทีก็มีค่าถ้าใช้เป็น แม้นมีเวลาเป็นหมื่นปีก็ไม่มีค่าถ้าใช้ไม่เป็น

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 04 August 2014 )
เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ : เรื่อง คำศัพท์ท่องจำ-คำศัพท์ที่เคยออกสอบ4 (โดย-MeiMei) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ (MeiMei)
Saturday, 16 September 2017

ครั้งที่20

เรื่อง คำศัพท์ท่องจำ-คำศัพท์ที่เคยออกสอบ4

คอลัมน์ เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ

 ผู้เขียน meimei

 

Provision prescribing the severest punishment

กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด

Military law

กฎหมายทหาร

Domestic relations

กฎหมายลักษณะครอบครัว

Law of evidence

กฎหมายลักษณะพยาน

Miscarriage of Justice

การบิดเบือนความยุติธรรม

Convention,
usage,
custom

ประเพณี

Court administration

การบริหารงานของศาล

Court dockets

สถิติคดีของศาล

Directorate General for Court Administration

กรมบริหารงานศาล

Decline comment on

ปฏิเสธจะวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ..

Deeply conscious of

ตระหนักว่า

Deeply versed

มีความรู้อย่างลึกซึ้ง

Dignified and stately

สง่างามและภูมิฐาน

Dignity of his office

เกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่

Discriminatory

ไม่เป็นธรรม

Disorders

ความไม่สงบ

Dispassionately

โดยปราศจากอคติ

Do justice to

ประสาทความยุติธรรมแก่

Establishment maintenance and promotion

การธำรงรักษาและส่งเสริมสถานบัน

Fear

ความกลัว

Fear or

ความเกรงกลัว

prejudice or

ความลำเอียง

hope of advantage

ความหวังในผลประโยชน์

Hope for evenhanded justice

ปรารถนาจะให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี ราบรื่น

evenhanded

ความเสมอภาค

Independent judicial institution

สถาบันตุลาการที่เป็นอิสระ

Judicial independence

ความเป็นอิสระของตุลาการ

Meet out justice

ประสาทความยุติธรรม

Shall maintain proper conduct

วางตัวให้เหมาะสม

To ensure efficient administration of justice

โดยจัดฐานะตุลาการให้มั่งคงตามความต้องการ

To ensure fairness

ให้เกิดความเป็นธรรม

To ensure law and order

เพื่อรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย

Neutrality

ความเป็นกลาง

Legal tradition

นิติประเพณี

Chief Justice

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

Quorum

องค์คณะ

Full quorum

ครบองค์คณะ

Inmate

นักโทษในเรือนจำ

In his judicial capacity

ในฐานะที่เป็นตุลาการ

 

เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง เขตอำนาจศาล โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Friday, 20 October 2017

คอลัมน์ : เกร็ดกฎหมายน่ารู้

เรื่อง  เขตอำนาจศาล  

        สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ครั้งที่แล้ว PIGLET ให้กลุ่มมาตราของวิธีพิจารณาความแพ่งไปท่องกัน เพื่อน ๆ ท่องหรือยังค่ะ ถ้ายังก็ต้องรีบท่องนะค่ะเพราะเวลาไม่เคยคอยใครยิ่งผลัดวันประกันรุ่งแล้วเพื่อน ๆ จะไม่ได้พบกับความสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตอย่างแน่นอน วันนี้เรามาเริ่มศึกษาเรื่องเขตอำนาจศาลกันก่อนนะค่ะ ซึ่งจะแบ่งเป็น

        กลุ่มคำฟ้อง มีมาตราที่สำคัญ คือ มาตรา ๓ มาตรา ๔(๑) มาตรา ๔ ทวิ มาตรา ๔ ตรี

        กลุ่มคำร้องขอ มีมาตราที่สำคัญ คือ มาตรา ๔(๒) มาตรา ๔ จัตวา มาตรา ๔ เบญจ มาตรา ๔ ฉ

        และมาตราที่ใช้ทั้งกลุ่มคำฟ้องและคำร้องขอที่สำคัญ คือ มาตรา ๕ และมาตรา ๗

กลุ่มคำฟ้อง

การฟ้องคดีตามมาตรา ๓ มีหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

๑.กรณีมูลคดีเกิดตามมาตรา ๓(๑) กล่าวคือ มูลคดีเกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักรให้ศาลแพ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ

๒.กรณีจำเลยไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา ๓(๒) 

          ๒.๑ถ้าจำเลยเคยมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรภายในกำหนด ๒ ปีก่อนวันที่มีการเสนอคำฟ้อง ให้ถือว่าที่นั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลย

          ๒.๒ถ้าจำเลยประกอบกิจการหรือเคยประกอบกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในราชอาณาจักรไม่ว่าโดยตนเองหรือตัวแทน ให้ถือว่าสถานที่ที่ใช้หรือเคยใช้ประกอบกิจการหรือติดต่อดังกล่าว หรือสถานที่อันเป็นถิ่นที่อยู่ของตัวแทนหรือของผู้ติดต่อในวันที่มีการเสนอคำฟ้องหรือภายในกำหนด ๒ ปีก่อนนั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลย

มาตรา ๔(๑) เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น  คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

มาตรา ๔ (๑) มีสาระสำคัญ คือ คำฟ้อง ให้เสนอต่อ

        (๑)ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

        (๒)ศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล

เราจะเห็นได้ว่ามาตราดังกล่าวมี KEYWORD ที่สำคัญ ดังนี้

๑.คำว่าภูมิลำเนาหมายถึง ถิ่นอันบุคคลนั้นมีสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญ ซึ่งภูมิลำเนาของจำเลยให้พิจารณาขณะที่โจทก์เสนอคำฟ้องเท่านั้น

          คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๕๐๔/๒๕๕๐ โจทก์เสนอคำฟ้องโดยระบุว่าจำเลยที่ ๓ มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีสิทธิเสนอคำฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑) ประกอบมาตรา ๕ แม้ต่อมาโจทก์จะขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับภูมิลำเนาของจำเลยที่ ๓ โดยภูมิลำเนาที่ขอแก้ไขใหม่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าขณะโจทก์เสนอคำฟ้องนั้นจำเลยที่ ๓ มิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๓ อาจเปลี่ยนภูมิลำเนาภายหลังที่โจทก์เสนอคำฟ้องแล้วก็เป็นได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นคดีก็ยังคงอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาต่อไปได้ เมื่อโจทก์มิได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ปรากฏแน่ชัด จะอ้างว่าเป็นความบกพร่องของศาลชั้นต้นที่ไม่สั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องและไม่จำหน่ายคดีหาได้ไม่ นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ ๓ ยื่นคำให้การก็ได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบ เมื่อรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๓ มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นขณะโจทก์เสนอคำฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้โดยไม่ต้องคำนึ่งว่าโจทก์เสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นโดยสุจริตหรือไม่ เนื่องจาก ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๔ (๑) และมาตรา ๕ มิได้บัญญัติเปิดช่องให้ศาลที่รับคำฟ้องพิจารณาถึงความสุจริตของผู้เสนอคำฟ้อง หากเป็นกรณีที่โจทก์เสนอคำฟ้องผิดเขตอำนาจศาล การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่

๒.คำว่ามูลคดีหมายถึง

๒.๑ ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง

๒.๒ สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์

          คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๗๒/๒๕๕๑ จำเลยเป็นสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร การตกลงรับ ก. ผู้ตายเป็นสมาชิกของจำเลยพิจารณาอนุมัติที่กรุงเทพมหานคร แต่เมื่อการสมัครสมาชิกของจำเลยและการขอเปิดบัญชีเงินฝากของ ก. กระทำโดยผ่านทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์ และต่อมาจำเลยได้ตกลงรับ ก. เป็นสมาชิก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาสุรินทร์จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในการเป็นสมาชิกของจำเลย ถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาสุรินทร์ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา ๔ (๑)

๓.กรณีการฟ้องเรียกเงินในมูลหนี้ตามเช็ค มีดังต่อไปนี้

        ๓.๑ สถานที่ที่เช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๗๗/๒๕๕๐ ความรับผิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คเกิดขึ้นเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น สถานที่ที่เช็คพิพาทถูกปฏิเสธการจ่ายเงินย่อมเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อธนาคารตามเช็คที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นย่อมถือได้ว่ามูลคดีนี้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้

        ๓.๒ สถานที่ที่มูลหนี้เดิมเกิด

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๖๔/๒๕๔๘ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารโดยทำสัญญาที่จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้โจทก์ตามมูลหนี้ค่าก่อสร้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างดังกล่าว ถือว่ามูลหนี้ตามเช็คเกิดจากสัญญาจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง มูลหนี้จึงเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔ (๑)

        ๓.๓ สถานที่ที่ทำสัญญาขายลดเช็คหรือแลกเงินสด

        คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๒๑๒/๒๕๔๕ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๑) บัญญัติให้เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ คำว่ามูลคดีเกิดขึ้น หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามเช็คโดยบรรยายว่า เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำเช็คไปเข้าบัญชีที่ธนาคารสาขาชุมแพ (จังหวัดขอนแก่น) เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ส่วนสถานที่ตั้งของโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล โจทก์ระบุในคำฟ้องชัดเจนว่า ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ ๘๑๙/๕ หมู่ที่ ๑ จังหวัดขอนแก่น โดยมิได้บรรยายถึงสถานที่ตั้งแห่งอื่นอีก ดังนั้น สถานที่ที่จำเลยที่ ๒ นำเช็คมาแลกเงินสดจึงได้แก่สถานที่ที่โจทก์ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งย่อมเกี่ยวข้องกับเหตุที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิที่ทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง ศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจรับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔(๑)

มาตรา ๔ ทวิ คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์หรือสิทธิหรือประโยชน์อันเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ให้เสนอต่อศาลที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ หรือต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

        คำฟ้องที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรานี้จะต้องเป็นคำฟ้องที่บังคับเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยตรงหรือสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยตรงซึ่งเป็นการฟ้องบังคับที่ตัวอสังหาริมทรัพย์โดยตรงนั่นเอง หลักเกณฑ์ของมาตรา ๔ ทวิ มีดังต่อไปนี้

        ศาลที่โจทก์จะเสนอคำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ คือ

        ๑.ศาลที่อสังหาริมทรัพย์ตั้งอยู่ หรือ

        ๒.ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่

เมื่อไม่ใช่คำฟ้องเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์จะต้องกลับมาใช้มาตรา ๔(๑) เช่นเดิม

ข้อควรจำ! การฟ้องบังคับจำนองเป็นการฟ้องเอาอสังหาริมทรัพย์โดยตรงตามมาตรา ๔ ทวิแต่มิใช่คดีที่พิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรค ๒

มาตรา ๔ ทวิ มีคำพิพากษาที่สำคัญ คือ

          คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๘๓/๒๕๒๗ (ประชุมใหญ่)โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ ได้รับความเสียหายต้องสูญเสียที่ดินของโจทก์ไป จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่ดินที่พิพาทเป็นที่สาธารณะ มิใช่ของโจทก์ และจำเลยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แม้จำเลยจะมิได้กล่าวแก้เป็นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ว่าที่ดิน เป็นของจำเลย และตามคำฟ้องของโจทก์มิได้มีคำขอที่จะ บังคับแก่ที่ดินที่พิพาท แต่การที่จะพิจารณาว่าจำเลย กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ก็จะต้องพิจารณาด้วยว่าที่ดินที่พิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ อันเป็นการพิจารณาถึงความเป็นอยู่แห่งอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นคดีเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ที่อันเป็นสาธารณประโยชน์อยู่ในอำนาจดูแลปกปักรักษาของนายอำเภอท้องที่ แม้โจทก์จะมีชื่อเป็นผู้ครอบครองและทำ ประโยชน์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แต่เมื่อนายอำเภอโต้แย้งว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณะและดำเนินการที่จะเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ ก็ชอบที่โจทก์จะฟ้องร้องนายอำเภอเพื่อขอให้ระงับการกระทำอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ เพราะโจทก์จะเสียสิทธิในที่พิพาทหรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าที่พิพาทเป็นที่สาธารณะหรือไม่ มิใช่อยู่ที่การกระทำของจำเลยซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับที่อันเป็นสาธารณประโยชน์และถึงหากจำเลยจะมาช่วยเหลือในการรังวัดปักหลักเขตด้วย ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ทำละเมิดต่อโจทก์

มาตรา ๔ ตรี คำฟ้องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ ทวิ ซึ่งจำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร ถ้าโจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

        คำฟ้องตามวรรคหนึ่งถ้าจำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับคดีได้อยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ในเขตศาลก็ได้

องค์ประกอบที่สำคัญของมาตรา ๔ ตรี คือ

        ๑.ต้องไม่ใช่คดีที่เกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา ๔ ทวิ กล่าวคือ จะต้องไม่ใช่คำฟ้องที่บังคับเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยตรงหรือสิทธิประโยชน์อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยตรงซึ่งเป็นการฟ้องบังคับที่ตัวอสังหาริมทรัพย์โดยตรงนั่นเอง เช่น การฟ้องบังคับจำนอง เป็นต้น

        ๒.จำเลยมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรและมูลคดีมิได้เกิดขึ้นในราชอาณาจักร

        ๓.โจทก์เป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร

        ๔.ให้เสนอคดีต่อศาลแพ่งหรือต่อศาลที่โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือศาลที่จำเลยมีทรัพย์สินที่อาจถูกบังคับนั้นอยู่ในเขตศาลศาลใดศาลหนึ่งก็ได้

        สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนครั้งหน้าเรามาขึ้นกลุ่มคำร้องขอกันต่อค่ะ หากคำบรรยายเนเล่มแรกของภาค ๒ออกเมื่อไร PIGLET สัญญาว่าจะนำฎีกาที่น่าสนใจของเรื่องดังกล่าวมา UPDATE ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบกันค่ะ  BYE BYE

         

BY  PIGLET

ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา : ฟ้องแย้ง ม. 177 วรรคสาม, 179 วรรคท้าย #วิ.แพ่ง(ภาค2) #No.63 (ฺBY:ซุนโงกุน) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา (ซุนโงกุน)
Friday, 20 October 2017

ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา


เรื่อง ฎีกาเด่น : ฟ้องแย้ง (Counterclaim) มาตรา 177 วรรคสาม, 179 วรรคท้าย #วิ.แพ่ง(ภาค2) #No.63

 

1.  ฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข  เป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม  ฟ้องแย้งไม่ได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม  ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย

 

          ฎ.64/2555  ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ ถ้าฟ้องแย้งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิม แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก คดีนี้ ได้ความว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยโดยอ้างว่าจำเลยปลูกสร้างบ้านรุกล้ำในที่ดินของโจทก์ ส่วนจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย หากข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินเป็นของโจทก์ จำเลยก็จะต้องรื้อถอนบ้านส่วนที่รุกล้ำออกไป และไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่อ้างว่าโจทก์ขัดขวางห้ามปรามการก่อนสร้างต่อเติมบ้านของจำเลย หากข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินเป็นของจำเลย กรณีจึงจะมีข้อพิจารณาต่อไปว่า การที่โจทก์ขัดขวางห้ามปรามการก่อสร้างต่อเติมบ้านจำเลยจะเป็นละเมิดและมีความเสียหายต่อจำเลยหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ความเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยจะเกิดมีขึ้นได้ก็โดยอาศัยผลคดีนี้เป็นสำคัญ หากยังไม่ปรากฏผลคดีนี้ ข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงยังไม่เกิดขึ้น จำเลยจึงไม่อาจนำคดีมาฟ้องได้ ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขซึ่งถือว่าไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม

 

2.  ฟ้องแย้งพิจารณาเป็นรายประเด็น  หากประเด็นใดเกี่ยวกับฟ้องเดิม  ศาลรับฟ้องแย้งได้  ประเด็นใดไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมก็สั่งไม่รับฟ้องแย้งในส่วนนั้นได้  (ศาลไม่รับฟ้องแย้งบางประเด็นได้)

 

          ***ฎ.2031/2552  โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินและบ้านพิพาทโดยอ้างว่า จำเลยทั้งสามขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์โดยไม่มีการซื้อขายกันจริงเพื่อที่โจทก์จะไปดำเนินการกู้ยืมเงินจากธนาคาร อ. และนำที่ดินและบ้านพิพาทจำนองเป็นประกันหนี้แทนจำเลยทั้งสอง ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ หากฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยทั้งสามให้การไว้ดังกล่าว โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามและต้องดำเนินการคืนที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสาม ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามในส่วนที่ขอให้โจทก์รับเงินเพื่อไปไถ่ถอนและจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทคืนให้แก่จำเลยทั้งสามตามคำขอท้ายฟ้อง จึงเป็นเรื่องเดียวกันกับฟ้องเดิมชอบที่จำเลยทั้งสามจะฟ้องแย้งมาในคำให้การได้  ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามที่อ้างว่า จำเลยทั้งสามมอบหมายให้โจทก์ไปดำเนินการกู้ยืมเงินและจำนองที่ดินและบ้านพิพาทแทนจำเลยทั้งสาม แต่โจทก์กลับเบียดบังที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยทั้งสามเป็นของตนเองแล้วนำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อจำเลยทั้งสามให้ได้รับความเสียหาย จึงขอให้โจทก์ชดใช้ค่าทดแทนเดือนละ 50,000 บาท ฟ้องแย้งในส่วนนี้เป็นเงื่อนไขที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของที่แท้จริง แล้วจึงจะพิจารณาได้ว่าโจทก์จงใจที่จะกระทำละเมิดจำเลยทั้งสามโดยแกล้งฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสามให้ออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท รวมทั้งพิจารณากำหนดค่าทดแทนตามที่จำเลยทั้งสามขอในคำขอท้ายฟ้อง  ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสามในส่วนนี้จึงเป็นการอ้างว่าโจทก์จงใจทำละเมิดจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิมและเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย

 

3.  การถอนฟ้องแย้งไม่รวมถึงคำให้การ  ดังนั้นคำให้การไม่สิ้นผล

 

        ***ฎ.5258/2555  ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ อันเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้สิทธิแก่จำเลยที่จะฟ้องกลับโจทก์ได้ในคดีเดียวกัน กรณีดังกล่าวจึงต้องมีส่วนคำให้การแก้ข้อกล่าวหาของจำเลยเป็นเบื้องต้น กับส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งโจทก์ ซึ่งเมื่อจำเลยขอถอนฟ้องแย้งโดยมิได้ขอถอนคำให้การด้วย ก็มีผลลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้องแย้งเท่านั้น มิได้ทำให้คำให้การของจำเลยสิ้นไปด้วยแต่อย่างใด

 

4.  อายุความสะดุดหยุดลงเป็นคุณเฉพาะคู่ความฝ่ายที่ฟ้องคดี  จำเลยฟ้องแย้งแม้มูลคดีเดียวกัน  แต่กระทำภายหลังขาดอายุแล้ว  ฟ้องแย้งของจำเลยจึงขาดอายุความ

 

          *****ฎ.2536/2556  โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างฟ้องเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิดเหตุเดียวกัน การฟ้องคดีของโจทก์ย่อมทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด อายุความในการเรียกค่าเสียหายของจำเลยทั้งสองจึงต้องสะดุดหยุดลงด้วยนั้น เห็นว่า แม้การฟ้องคดีของโจทก์และการฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจะเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดเหตุเดียวกัน แต่การที่จำเลยทั้งสองฟ้องแย้งโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ ส่วนโจทก์เป็นลูกหนี้ โจทก์กับจำเลยทั้งสองจึงเป็นคนละฝ่ายกัน การฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นคุณเฉพาะแก่ฝ่ายโจทก์ หาได้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองซึ่งฟ้องแย้งด้วยไม่  เมื่อจำเลยทั้งสองฟ้องแย้งพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง 

 

5.  จำเลยจะฟ้องแย้งบุคคลภายนอก / นำสิทธิของบุคคลภายนอกมาเป็นข้อกล่าวหาในฟ้องแย้งไม่ได้

 

          ฎ.5578/2549  จำเลยฟ้องแย้งว่า จำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตเพื่อแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยให้ถูกต้องแต่โจทก์ไปคัดค้าน จึงขอให้บังคับโจทก์ยินยอมรับการสอบเขตที่ดินของจำเลย เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลย มูลคดีที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามประเด็นในคำฟ้องเดิมของโจทก์ซึ่งเป็นเรื่องขับไล่จำเลยผู้บุกรุกที่ดินของโจทก์ไม่อาจฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาประทาย แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงกับความจริงเป็นฟ้องแย้งที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ศาลจะรับฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยไว้พิจารณาไม่ได้เช่นเดียวกัน 

 

          ฎ.3932/2549  ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือ ต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 อย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย  โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 ฟ้องแย้งอ้างว่า จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทของจำเลยที่ 1 เป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อ เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 1 หาใช่โต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 2 ไม่ จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม ไม่อาจพิจารณารวมไปกับคำฟ้องเดิมได้ และการที่สัญญาค้ำประกันระบุว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมนั้น มีผลเพียงว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 คนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และจำเลยที่ 2 ไม่อาจใช้สิทธิดังที่กล่าวไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 688, 689 และ 690 ได้เท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 2 เกิดสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนจำเลยที่ 1 ด้วยไม่  (ข้อสอบเนติบัณฑิต ภาค 2 สมัยที่ 61 ข้อที่ 3)

 

“ถ้าเราไม่เสียศูนย์  เดี๋ยวเราก็กลับมาชนะ”  

...เกียรติศักดิ์  เสนาเมือง...

 

By  :  ซุนโงกุน

 

วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๑๙๗/๒๕๕๖ (ม.๔๔/๑) > กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจฯ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Thursday, 19 March 2015


ฎีกาที่  10197/2556  ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย  กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้


วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๔๐๗/๒๕๕๒ (ม.๓๓) > เป็นเพียงใช้รถเพื่อสะดวกและรวดเร็วในการกระทำความผิดเท่านั้น... พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 03 July 2015


ฎีกาที่  7407/2552  การบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด เพื่อพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับหนักขึ้นเท่านั้น ส่วนปัญหาว่ารถของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ขับรถของกลางไปจอดรอด้านหน้า แล้วลงจากรถมาปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย เมื่อได้ทรัพย์แล้วก็พากันขึ้นรถของกลางหลบหนีไป เป็นเพียงใช้รถเพื่อสะดวกและรวดเร็วในการกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้ใช้รถของกลางในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยตรงแต่อย่างใดรถของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)


ถาม-การให้คำมั่นที่ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดเจนว่าให้มีผลผูกพันผู้ให้เช่าจะเป็นคำมั่นหรือไม่? พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ แพ่ง
Friday, 08 May 2015


คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ (แพ่ง)


คำถาม


สัญญาเช่าที่ดินระบุว่า ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการเป็นคำมั่นจะให้เช่า หรือไม่?


คำตอบ


ไม่เป็นคำมั่นจะให้เช่า เพราะไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดแจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่น แต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าผิดสัญญาไม่ได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้


ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้


ถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางตันที่ผู้เช่าที่ดินของโจทก์รายอื่นอาจใช้กลับรถ ใช้วิ่งหรือเดินออกกำลัง แม้จะใช้สัญจรผ่านไปทางอื่นไม่ได้ ถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะ


จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ก่อนตามสัญญาเช่าที่ดินข้อ ๔ วรรคสอง และไม่ยื่นแบบขออนุญาตปลูกสร้างต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ทั้งยังก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ที่เป็นถนนซึ่งใช้เป็นทางสาธารณประโยชน์เช่นนี้จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า


ข้อความสัญญาเช่าที่ดินที่ว่า ผู้เช่ายอมสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้ และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดแจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่น แต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้


โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง เพราะจำเลยก่อสร้างบ้านลงในที่ดินที่เช่าโดยไม่ขออนุญาตโจทก์และยังไม่ได้รับอนุญาตจกาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ถือว่าเป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามสัญญเช่าก่อนแล้ว เมื่อจำเลยเพิกเฉยโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยได้  แต่การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินต้องบอกกล่าวก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าภายหลังสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ได้ตกลงกันไว้ ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินโจทก์ (ฎีกาที่ ๑๓๒๗๖/๒๕๕๖)


ทีมงาน   STD


ข้อมูลเพิ่มเติม...