ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER ศูนย์บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ เอกสารเตรียมสอบเนติบัณฑิต ผู้ช่วยผู้พิพากษา อัยการผู้ช่วย และทนายความ เชิญชวนผู้ที่มีความมุ่งมั่นก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพกฎหมาย ได้เตรียมความพร้อมก่อนสอบทุกสนาม ก่อนปฏิบัติงานจริงในวิชาชีพกฎหมาย โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำเว็บไซต์ ด้วยการสมัครเป็นสมาชิก STD มีสิทธิพิเศษมากมาย ดูรายละเอียดได้ในเมนูเปิดรับสมัครสมาชิก
www.stdlawcenter.com
 
เข้าสู่ระบบสำหรับสมาชิกSTD
(สงวนสิทธิ์เฉพาะสมาชิก)
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ข้อมูลทั่วไปสำหรับเตรียมสอบ
www.stdlawcenter.com
SSRN
Gmail
Hotmail
twitter
Google +
facebook
youtube.com
google.co.th
มุมแจ้งข่าว : สมาชิกเว็บไซต์
แก้ไขข้อมูลส่วนตัว(สมาชิก)
ตัวอย่างข้อมูลสำคัญของเรา
เปิดรับสมัครสมาชิก : STD
เปิดรับสมัครทีมงาน : STD
ทีมงานของเราทีมงาน STD
กฎกติกาการศึกษาข้อมูล !
ติดต่อทีมงานของเราที่นี่ !
ตรวจสอบสถานะสมาชิก !
ค้นข้อมูลภายในเว็บไซต์ !
มุมแจ้งข่าว : การเปิดสมัครสอบ
ข่าวเปิดสอบศาล 2560
ข่าวเปิดสอบอัยการ 2560
ข่าวเปิดสอบตั๋วทนาย 2560
ข่าวเปิดสอบเนติ ปี 2560
ข่าวเปิดสอบราชการ 2560
มุมแจ้งข่าว : ประกาศผลสอบ
ผู้สอบผ่านศาล (จิ๋ว) 2560
ผู้สอบผ่านศาล (ล) 2559
ผู้สอบผ่านศาล (ญ) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ(พิเศษ) 2556
ผู้สอบผ่านอัยการ(จิ๋ว)2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ล) 2559
ผู้สอบผ่านอัยการ (ญ) 2558
ผู้สอบผ่านเนติ แพ่ง 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ อาญา 1/69
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.พ. 2/69
ผู้สอบผ่านเนติ วิ.อ. 2/69
ผู้สำเร็จการศึกษาเนติ 2558
มุมแจ้งข่าว : ประกาศคะแนนสอบ
ดูคะแนนสอบศาล ปี 2560
ดูคะแนนสอบอัยการ(จิ๋ว) 59
ดูคะแนนสอบอัยการ (ล) 59
ดูคะแนนสอบอัยการ (ญ) 58
ดูคะแนนสอบเนติ 1/69
ดูคะแนนสอบเนติ 2/69
มุมอ่านสอบ : โฟกัสฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาน่าสนใจรายวัน แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายวัน วิ.อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี อาญา
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.แพ่ง
ฎีกาน่าสนใจรายปี วิ.อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ อาญา
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.แพ่ง
ฎีกามีหมายเหตุ วิ.อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา อาญา
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
วลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
มุมอ่านสอบ : โฟกัสหลักกฎหมาย
โฟกัสหลักกฎหมาย แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.แพ่ง
โฟกัสหลักกฎหมาย วิ.อาญา
โฟกัสหลักกฎหมาย การค้า
โฟกัสหลักกฎหมาย บริโภค
โฟกัสหลักกฎหมาย ปัญญา
โฟกัสหลักกฎหมาย ครอง
โฟกัสหลักกฎหมาย ภาษี
โฟกัสหลักกฎหมาย รธน.
โฟกัสหลักกฎหมาย แรงงาน
โฟกัสหลักกฎหมาย ล้ม
โฟกัสหลักกฎหมาย พยาน
โฟกัสหลักกฎหมาย เด็ก
โฟกัสหลักกฎหมาย ศาล
มุมอ่านสอบ : ข้อสอบเก่าและตัวบท
สถิติข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ข้อสอบเก่า
ถาม-ตอบ ปัญหาตุ๊กตา
ถาม-ตอบ ตัวบทกฎหมาย
ประมวลกฎหมายที่สำคัญ
ภาษาอังกฤษนักกฎหมาย
มุมอ่านสอบ : คอลัมนิสต์ออนไลน์
ฎีกาวาไรตี้
อ่านเพื่อสอบ
เอ็กซเรย์ฎีกา
จับหลักชนฎีกา
พิชิต 3 สนามสอบ
เกร็ดกฎหมายน่ารู้
กุญแจหลักกฎหมาย
สรุปหลักทักทายฎีกา
ประเด็นร้อนก่อนสอบ
คุยเฟื้องเรื่องกฎหมาย
ปอกเปลือกข้อกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่นฎีกาดัง
เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ
ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา
เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ
กองบรรณาธิการเว็บไซต์
ข้อมูลสำคัญ (สำหรับสมาชิก)
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!!
ถามตอบฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ !
ชุดเก็งข้อสอบเนติบัณฑิตรายข้อ
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๑
ฉบับท่องไปสอบ ภาค ๒
ชุดเจาะหลักฎีกาพิสดารรายมาตรา
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๑
เจาะหลักฎีกาพิสดาร ภาค ๒
ชุดสกัดฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๑
สกัดฎีกาคำบรรยาย ภาค ๒
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๑
สกัดบทบรรณาธิการ ภาค ๒
ค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
เนื้อหาใหม่ล่าสุดวันนี้
เนื้อหายอดฮิตผู้เข้าชมสูงสุด
รวมลิงก์เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
องค์กรศาล
ศาลฎีกา
ศาลยุติธรรม
ศาลปกครอง
ศาลรัฐธรรมนูญ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
กกต.
ป.ป.ช.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
องค์กรอัยการ
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ
เนติบัณฑิตและทนายความ
เนติบัณฑิต
สภาทนายความ
สืบค้นหาข้อมูลกฎหมาย
สืบค้นฎีกา 2007
สืบค้นกฎหมาย (ศาล)
สืบค้นกฎหมาย (กฤษฎีกา)
สืบค้นกฎหมาย (พาณิชย์)
คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
คำชี้ขาดอำนาจระหว่างศาล
คำพิพากษาศาลปกครอง
คำพิพากษาอาญาการเมือง
สืบค้นราชกิจจานุเบกษา
สืบค้นความเห็นกฤษฎีกา
ค้นร่างกฎหมายที่น่าสนใจ
ลิงก์ตัวบทกฎหมายที่สำคัญ
รัฐธรรมนูญ ปี 2560
รัฐธรรมนูญ ปี 2557
รัฐธรรมนูญ ปี 2550
รัฐธรรมนูญ ปี 2540
ประมวลกฎหมายอาญา
ประมวลกฎหมายแพ่ง
ประมวลกฎหมาย วิ.อาญา
ประมวลกฎหมาย วิ.แพ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการฯ
พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดฯ
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ
พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ
พ.ร.บ.สิทธิบัตรฯ
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ
พ.ร.บ.การรับขนของฯ
ประมวลรัษฎากรฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีฯ
ข้อกำหนดคดีภาษีฯ
พ.ร.บ.ล้มละลายฯ
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายฯ
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ
พ.ร.บ.องค์กรอัยการฯ
พ.ร.บ.ข้าราชการอัยการฯ
พ.ร.บ.บริหารแผ่นดินฯ
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงฯ
พ.ร.ป.ออกเสียงประชามติฯ
พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส.ฯ
พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ
พ.ร.ป.ผู้ตรวจการแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ กกต.ฯ
พ.ร.ป.คณะกรรมการ ปปช.ฯ
พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดินฯ
พ.ร.ป.อาญานักการเมืองฯ
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ
กลุ่ม facebook ที่น่าสนใจ
เนติบัณฑิตไทย
กลุ่มเตรียมสอบเนติฯ
กลุ่มผู้มุ่งมั่นที่จะสอบฯ
กลุ่มเตรียมสอบอัยการ/ศาล
กลุ่มสอบตั๋วทนาย
กลุ่มกฎหมายสร้างชาติ
กลุ่มที่ปรึกษากฎหมาย
ฎีกากฎหมายพิเศษ
ธรรมมะกับกฎหมาย
หลักกฎหมายปกครองวันละฯ
ปรึกษากฎหมายฟรี
ปรึกษากฎหมายออนไลน์ฟรี
คลังกฎหมาย
ข้อกฎหมายเด่น ฎีกาดัง
นักกฎหมายไทย
โจทย์จากฎีกาฯ
โพลล์
ความพึงพอใจในการให้บริการ
  
สถิติเว็บไซต์
OS: Windows
PHP: 5.2.17
MySQL: 5.6.33-log
เวลา : 00:26
Caching: Disabled
GZIP: Disabled
จำนวนสมาชิก : 349
จำนวนข่าวสาร : 17361
เว็บลิงก์: 264
ผู้เยี่ยมชม: 60750412
สถิติผู้เข้าเยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 168 บุคคลทั่วไป ออนไลน์


 
   
 
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ STD LAW CENTER : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 17 November 2009

Image

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 07 November 2016 )
ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้ ขอแนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรมีไว้อ่านก่อนลงสนามสอบ icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กติกาการสมัครเป็นสมาชิก STD
Tuesday, 26 August 2014


ดูหนังสือไม่ทัน เราช่วยท่านได้


แนะนำเอกสารสำคัญที่ผู้เตรียมตัวสอบทุกสนามควรอ่านก่อนลงสนามสอบ


ฉบับท่องไปสอบ แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ อาญา


ฉบับท่องไปสอบ วิ.แพ่ง   ฉบับท่องไปสอบ วิ.อาญา


จัดทำในรูปแบบ ถาม ตอบ สั้นๆ อ้างอิงฎีกา พร้อมย่อตัวบทมาตราสำคัญ


ข้อมูลทั้งหมดเข้าดูได้เฉพาะสมาชิกผ่านเว็บไซต์เท่านั้น ไม่มีการจัดพิมพ์เพื่อจำหน่าย


สนใจเอกสารสำคัญเชิญสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์


รายละเอียดดูได้ที่เมนู เปิดรับสมัครสมาชิก STD”




แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Sunday, 10 September 2017 )
กำหนดวันสอบอัยการผู้ช่วย (สนามเล็ก) พ.ศ. ๒๕๖๐ สอบวันที่ ๓, ๔ และ ๑๐ ก.พ. ๒๕๖๑ ณ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต icon_update8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - กองบรรณาธิการเว็บไซต์
Friday, 02 February 2018

สวัสดี เช้าวันศุกร์  วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑

เอสทีดีลอว์เซ็นเตอร์ดอทคอม www.stdlawcenter.com : กฎหมายออนไลน์ เพื่อใช้สอบเนติ ศาล อัยการ เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการข้อมูลกฎหมายออนไลน์ ๒๔ ชั่วโมง แบบครบวงจร เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษากฎหมายทุกระดับชั้น ผู้ที่เตรียมตัวสอบเนติบัณฑิต อัยการผู้ช่วย ผู้ช่วยผู้พิพากษา ตั๋วทนาย ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดทั้งผู้สนใจศึกษากฎหมายทั่วไป

วันนี้ขอแจ้งข่าวเกี่ยวกับกำหนดวันสอบอัยการผู้ช่วย (สนามเล็ก) พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่ง ก.อ. ได้ประกาศกำหนดวันสอบอย่างเป็นทางการ คือ วันที่ ๓, ๔ และ ๑๐ ก.พ. ๒๕๖๑  ณ ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต  ก็ขอให้ผู้ที่มีสิทธิสอบทุกท่านได้สำรวจตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ กำหนดวันเวลาและห้องสอบให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้วางแผนเดินทางไปสอบให้ทันตามเวลาที่กำหนด  และให้นำรหัสสอบไปกรอกในบัตรประจำตัวสอบด้วย  ที่สำคัญในวันสอบก็อย่าลืมนำบัตรประจำตัวสอบและบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรราชการที่มีเลขประชาชนสิบสามหลัก เพื่อนำไปแสดงในห้องสอบด้วย

รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดวัน เวลา และสถานที่สอบอัยการผู้ช่วย (สนามเล็ก) พ.ศ. ๒๕๖๐ เข้าไปศึกษาดูได้ตามลิงก์ข้างล่างนี้

ประกาศคณะอนุกรรมการทดสอบความรู้ฯ เรื่อง กำหนดวัน เวลา สถานที่สอบข้อเขียน และผังที่นั่งสอบ ในการทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. 2560 (สนามเล็ก)

ประกาศคณะอนุกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเข้าเป็นข้าราชการอัยการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. 2560 (สนามเล็ก)เรื่อง ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบข้อเขียนในการทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหนงอัยการผู้ช่วย พ.ศ. 2560 (สนามเล็ก)

ที่มา : http://www.cmiss.ago.go.th/

" Every obstacle is surmountable. = อุปสรรคทุกอย่าง ย่อมผ่านพ้นไปได้เสมอ

บรรณาธิการเว็บไซต์

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 02 February 2018 )
เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒ > เครื่องปรับอากาศไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคารไม่เป็นส่วนควบ ๑๔๔ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! แพ่ง
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายแพ่งและพาณิชย์)


หลักสำคัญ!!!   เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง ไม่เป็นส่วนควบตาม ม.๑๔๔


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  สัญญาเช่ามีว่าทรัพย์ใด  ที่ผู้เช่าดัดแปลงต่อเติมลงในที่เช่า ตกเป็นของผู้ให้เช่าทันที  ข้อสัญญานี้ผูกพันผู้เช่าช่วงด้วย  ทรัพย์ที่ต่อเติมนี้หมายความถึงการกระทำที่มาเป็นส่วนควบ  เครื่องปรับอากาศที่ติดเข้ากับอาคารที่เช่า ไม่เป็นสารสำคัญในความเป็นอยู่ของอาคาร อันไม่อาจแยกออกได้ นอกจากทำให้อาคารเสียรูปทรง  ไม่เป็นส่วนควบ  ไม่ตกเป็นของผู้ให้เช่า (ฎีกาที่ ๓๗๘/๒๕๒๒)


ทีมงาน  STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐ > จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ม.๑๗๗ วรรคสาม พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.แพ่ง
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)


หลักสำคัญ!!!   จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันไม่ได้ ดังนั้น ฟ้องแย้งที่ขอให้บังคับจำเลยด้วยกัน จึงไม่เป็นฟ้องแย้งที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษา เพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดินและจำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมีสามีเป็นคนต่างด้าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 จะฟ้องแย้งขอให้ศาลสั่งแสดงว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น เป็นของจำเลยที่ 1 มาแต่เดิมหาได้ไม่ เพราะมิได้เป็นการฟ้องแย้งโจทก์ แต่เป็นการฟ้องแย้งจำเลยด้วยกัน (ฎีกาที่ ๑๘๗๙/๒๕๑๔)


โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก แปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2 แปลงที่ 2 ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็ระบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์ จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 178 (ฎีกาที่ ๓๐๔๕/๒๕๓๐)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔ การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ม.๒ (๗) พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! วิ.อาญา
Friday, 20 March 2015


เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)


หลักสำคัญ!!!   การแจ้งความไว้เพื่อไม่ให้คดีขาดอายุความโดยมิได้มีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๗) เมื่อเป็นความผิดอันยอมความได้ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ม.๑๒๑ วรรคสอง พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.๑๒๐


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  หนังสือมอบอำนาจของโจทก์ร่วมมีข้อความแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ ร. จัดการแจ้งความเรื่องเช็คคืน โดยไม่ได้ระบุให้มีอำนาจแจ้งความเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จึงไม่ชัดแจ้งว่าโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นผู้เสียหายมีเจตนาที่จะให้จำเลยต้องรับโทษทั้งได้ความว่า  เหตุที่แจ้งความร้องทุกข์ ก็เพราะไม่ต้องการให้เช็คขาดอายุความ  จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 2(7) เมื่อความผิดต่อ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 เป็นคดี ความผิดอันยอมความได้ แต่ไม่มีคำร้องทุกข์ย่อมห้ามมิให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสองการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจต้องถือว่าไม่ได้มีการสอบสวนโดยชอบ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎีกาที่ ๒๒๘/๒๕๔๔)


ทีมงาน STD


เก็บตก ! ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐ > ผู้ร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงตาม ม.๒๗๖ ว.๓ พิมพ์
เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง !!! - เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! อาญา
Friday, 24 April 2015

เก็บตกฎีกาเด่นฎีกาดัง! # (กฎหมายอาญา)


หลักสำคัญ!!!   ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเรา ผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคน เพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเรา ผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการได้


มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้!!!  ความผิดในเรื่องข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดที่ร่วมกันกระทำผิดได้โดยผู้ร่วมกระทำผิดมิต้องเป็นผู้ลงมือกระทำชำเราด้วยทุกคนเพียงแต่คนใดคนหนึ่งกระทำชำเราผู้ที่ร่วมกระทำผิดทุกคน ก็มีความผิดฐานเป็นตัวการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ก็หาได้บัญญัติให้ลงโทษแต่เฉพาะชายเท่านั้นในบทกฎหมายมาตรานี้บัญญัติแต่เพียงว่า 'ผู้ใดกระทำผิด ฯลฯ' เท่านั้น ฉะนั้น แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นหญิงเมื่อฟังได้ว่าได้สมคบกับจำเลยที่ 1 ร่วมกันกระทำผิดศาลก็ลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 8/2510) (ฎีกาที่ ๒๕๐/๒๕๑๐)


ทีมงาน  STD


กุญแจหลักกฎหมาย : เรื่อง คู่ความร่วม กรณีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ (ฺฺโดย Rymani R.) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : กุญแจหลักกฎหมาย (Rymani R.)
Thursday, 01 February 2018

คอลัมน์ : กุญแจหลักกฎหมาย


เรื่อง คู่ความร่วม กรณีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้

 

การเป็นคู่ความร่วมในคดีหนึ่งนั้น นอกจากที่ ป.วิ.พ. มาตรา 59 ได้วางหลักให้บุคคลเหล่านั้นต้องมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีแล้ว ยังได้กำหนดเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ ไว้ว่ากรณีการดำเนินกระบวนพิจารณาใดบ้างที่ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน หรือกรณีใดบ้างไม่ถือว่าเป็นการกระทำแทน ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาเรื่องอำนาจฟ้อง การอุทธรณ์ฎีกาและอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลต่อไป โดยบทความนี้ มีข้อพิจารณาและคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความร่วม กรณีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ ดังนี้

(1) ข้อพิจารณา

- กระบวนพิจารณาที่จะถือว่าคู่ความกระทำแทนกันได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่า “มูลความแห่งคดีที่ฟ้องร้องเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันได้หรือไม่” ดังนั้น ถ้าแบ่งแยกกันได้จะไม่ถือว่าเป็นการทำแทน แต่ถ้าแบ่งแยกกันไม่ได้จะถือว่าเป็นการทำแทนซึ่งกันและกันได้

- ตัวอย่างการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกได้ เช่น เจ้าของที่ดินหลายแปลงฟ้องขอให้เปิดทางภาระจำยอมเดียวกัน เพราะโจทก์แต่ละคนอาจได้รับประโยชน์จากภาระจำยอมต่างกัน

- ตัวอย่างการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ เช่น กรณีลูกหนี้กับผู้ค้ำประกัน, ลูกหนี้ร่วม, ความรับผิดของนายจ้างกับลูกจ้าง

- การชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ที่จะถือว่าเป็นการทำแทนกันมีเงื่อนไข ดังนี้ (ก) ต้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เป็นคุณ (เช่น กรณีจำเลยคนหนึ่งยกข้อต่อสู้เรื่องฟ้องเคลือบคลุม/อำนาจฟ้องของโจทก์/อายุความ เช่นนี้ ถือว่าจำเลยอื่นให้การต่อสู้เรื่องนี้ไว้ด้วยและมีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ได้) และไม่เป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่น (เช่น คำรับ, คำท้า)  หรือ (ข) เป็นกรณีการเลื่อนคดี หรือการงดพิจารณาคดี ซึ่งเกี่ยวกับคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้น ให้ใช้ถึงคู่ความร่วมคนอื่นๆ ด้วย  

**ระวัง กรณีจำเลยร่วมคนหนึ่งให้การต่อสู้คดีที่เป็นคุณแก่จำเลยอื่น ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวและศาลอนุญาต ถือว่าไม่มีประเด็นตามข้อต่อสู้ที่จำเลยดังกล่าวยกขึ้นมาต่อไปอีก จำเลยร่วมคนอื่นจึงไม่ได้รับประโยชน์จากข้อต่อสู้นั้นอีก

- บางกรณีการดำเนินกระบวนพิจารณา กฎหมายถือว่าเป็นสิทธิของคู่ความแต่ละคนที่จะดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่คดีของตน (“สิทธิเฉพาะตัวของคู่ความ”) จึงไม่มีผลไปถึงคู่ความร่วมคนอื่นด้วย แม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นคุณหรือไม่ก็ตาม เช่น สิทธิการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล, การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์, การอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งให้คู่ความฟัง, สิทธิขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่เพราะตนขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณา, กรณีคู่ความรวมคนหนึ่งต้องคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 

(2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ

ฎ. 11726/2557 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยกปัญหาอำนาจฟ้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้คำฟ้องของโจทก์ แม้จำเลยที่ 4 ไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ แต่จำเลยทั้งสี่เป็นจำเลยร่วมกันและมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีอันเป็นการชำระหนี้ซึ่งไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ ต้องถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 4 ยกปัญหาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59

ฎ. 12093/2557 โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ ห. และ ล. เจ้ามรดกทั้งสอง จำเลยมิได้ให้การโดยชัดแจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งจะต้องฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์ฟ้องเกิน 10 ปี จึงขาดอายุความ เป็นเรื่องที่จำเลยยกอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 ขึ้นอ้าง จึงไม่มีประเด็นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกตามมาตรา 1733 วรรคสอง แม้จำเลยร่วมให้การว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกก็ตาม จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นบุตรของ ช. เช่นเดียวกับโจทก์แต่ต่างมารดากัน ไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี ถือไม่ได้ว่าจำเลยยกอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกขึ้นต่อสู้ด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ แม้โจทก์ไม่ฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

ฎ. 14600/2556 แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ยกปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและการบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การ มีแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ไว้ แต่หนี้ของจำเลยทั้งสามมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ป.วิ.พ. มาตรา 59(1) บัญญัติให้ถือว่า บุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน กระบวนพิจารณาซึ่งได้กระทำโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมถือว่าได้กระทำโดยจำเลยที่ 3 ด้วย เพราะมิใช่กระบวนพิจารณาที่คู่ความร่วมคนหนึ่งกระทำไปเป็นที่เสื่อมเสียแก่คู่ความร่วมคนอื่นๆ การยกปัญหาเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและการบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ขึ้นต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการทำแทนจำเลยที่ 3 ด้วย

ฎ. 11993/2556 จำเลยที่ 1 และ 2 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 วรรคสองไว้ แม้จำเลยที่ 3 จะยกอายุความในเรื่องดังกล่าวขึ้นต่อสู้ก็ตาม แต่มูลหนี้ระหว่างจำเลยที่ 3 กับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่มีต่อโจทก์ทั้งสองตามฟ้องต่างมูลหนี้กันและมิใช่กรณีที่มูลความแห่งคดีเป็นการชระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้อันจะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) มาใช้บังคับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่ได้รับประโยชน์ในประเด็นเรื่องอายุความที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นต่อสู้ และแม้ว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยประเด็นเรื่องอายุความของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยก็ตาม ก็มิใช่เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์

ฎ. 1535/2551 โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ในฐานะผู้กู้เบิกเงินเกินบัญชีและบังคับจำนอง และขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 รับผิดในฐานะผู้รับโอนทรัพย์สินโดยจำนองติดไปซึ่งผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยการบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 735 มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ ต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อจำเลยที่ 2 ยกอายุความเรื่องสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระเกินห้าปีขึ้นต่อสู้ จึงมีผลถึงจำเลยที่ 1 ด้วย

 

Rymani R.

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ : บอกว่า “ยิงเลยๆ” และบอกว่า “ช่วยสั่งสอนให้หน่อย” นั้น สำคัญไฉน ? โดย-ลอว์ กอ พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ (ลอว์ กอ)
Monday, 04 August 2014

เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ :

 

ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยบอกว่า ยิงเลยๆ 

 

และบอกว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย นั้น สำคัญไฉน ...?

  

สวัสดีปีเพื่อนๆ สมาชิก STD LAW CENTER แฟนคลับ คอลัมน์ : เกร็ดเล็กๆ ปัญหาใหญ่ๆ ทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขออภัยแฟนคลับจริงๆ ที่หายไปนานพอสมควร เนื่องจากติดภารกิจเร่งด่วนหลายประการ นับจากนี้ไปจะพยายามจัดสรรเวลาเพื่อค้นคว้าหาข้อมูลสำคัญๆ น่าออกข้อสอบมานำเสนอเพื่อนสมาชิกให้ได้อ่านอย่างเผ็ดมันแน่นอน !!!!

 

วันนี้เข้าเรื่องกันเลยครับ เมื่อพูดถึงเรื่อง ผู้ใช้ ทุกคนคงท่องตัวบทได้อย่างแม่นยำแล้วว่า ผู้ใช้ คือ ผู้ก่อ.... ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ท่องสั้นๆ แค่นี้ก็หากินได้ทุกสนามสอบแล้วครับ เพราะมีความหมายครอบคลุมทั้งหมดแล้ว ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา ๘๔ ส่วนการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดนั้นจะก่อด้วยวิธีใดเราก็ค่อยไปอธิบายเพิ่มเติมเอาโดยดูข้อเท็จจริงแต่ละกรณีไป เช่น

 

การพูดว่า ยิงเลยๆเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

ขณะ บ. ใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย จำเลยที่ ๒ พูดกับ บ. ว่า ยิงเลยๆ แล้ว บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย การกระทำของจำเลยที่ ๒ จึงเป็นการยุยงส่งเสริมให้ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย เมื่อ บ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตายและกระสุนปืนยังถูกผู้เสียหายได้รับอันตายสาหัส จำเลยที่ ๒ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ และมาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๖๐ ประกอบมาตรา ๘๔ (ฎีกาที่ ๒๗๔๕/๒๕๕๓)

 

จะเห็นได้ว่าการพูดว่า ยิงเลยๆ ขณะที่อีกคนใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้ตาย โดยที่เขายังไม่ได้ตัดสินใจยิง การพูดเช่นนั้นเป็นการไปก่อให้เขาตัดสินใจยิง จึงมีลักษณะเป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดโดยการยุยงส่งเสริม โดยมีเจตนาฆ่า จึงมีความผิดฐานใช้ให้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

 

แต่ถ้าเพียงแต่พูดว่า ช่วยสั่งสอนให้หน่อย หมายถึง การทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อสั่งสอนเท่านั้น หาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ การที่ผู้ถูกใช้ไปกระทำการฆ่าย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ ผู้ใช้คงต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ตาม ป.อ. มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้ายเกิดผลรุนแรงถึงตายย่อมต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้

 

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหญิงโสเภณี โกรธแค้น ว. และบ. ผู้ตาย เรื่องจะสับเปลี่ยนคู่นอนร่วมประเวณี จึงมาเล่าเรื่องและขอให้จำเลยที่ ๓ กับพวกไป ช่วยสั่งสอนให้หน่อย ซึ่งหมายถึงการทำร้ายให้เจ็บตัวเพียงเพื่อ สั่งสอนเท่านั้นหาได้มีเจตนามุ่งหมายถึงกับจะฆ่าให้ตายไม่ ทั้งนี้โดยจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ก็ร่วมไปยังที่เกิดเหตุกับจำเลยที่ ๓ กับพวกด้วย เพื่อชี้ตัวให้ดูว่าใครคือ ว. และ บ.การที่จำเลยที่ ๓ กระทำรุนแรง ถึงขั้นเจตนาฆ่าโดยใช้มีดแทง บ. ผู้ตายถึงแก่ความตาย ย่อมเป็นการเกินเลยไปจากขอบเขตที่ใช้ของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต้องรับผิดทางอาญาเพียงสำหรับความผิดเท่าที่อยู่ในขอบเขตที่ใช้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๗ แต่เมื่อการทำร้าย บ. ผู้ตาย เกิดผลรุนแรงถึงตายดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ย่อมต้องรับผิดฐาน ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้คนตายตาม มาตรา ๒๙๐ เพราะการตาย เป็นผลธรรมดาอันย่อมเกิดขึ้นได้จากการทำร้ายตามที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ใช้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงมีความผิดตามมาตรา ๒๙๐, ๘๔ ประกอบด้วย มาตรา ๘๗ วรรคสอง (ฎีกาที่ ๔๙๔๑/๒๕๒๘ (ป))

 

ทั้ง ๒ ฎีกา ดังกล่าวข้างต้นมีทั้งความเหมือนและแตกต่าง ควรพินิจพิเคราะห์ให้ดี ว่าการพูดแบบนั้น ผู้ใช้มีเจตนาให้ไปฆ่าหรือมีเจตนาให้ไปทำร้าย และผู้ถูกใช้ได้กระทำในขอบเขตที่ใช้หรือไม่ ซึ่งมีผลในทางกฎหมายที่แตกต่างกัน จึงขอให้เพื่อนๆ สมาชิกลองอ่านทบทวนไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน แล้วท่านจะสามารถนำหลักกฎหมายที่ได้จากฎีกานี้ไปประยุกต์ใช้ตอบข้อสอบได้แทบทุกสนาม

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อน สั้นๆ แต่คุณภาพคับแก้ว ขอให้อ่านให้เข้าใจ รับรองออกเรื่องผู้ใช้ไม่มีหลุดแน่นอน

  

บทส่งท้าย : แค่เสี้ยววินาทีก็มีค่าถ้าใช้เป็น แม้นมีเวลาเป็นหมื่นปีก็ไม่มีค่าถ้าใช้ไม่เป็น

   

ลอว์  กอ (น.บ., นบ.ท.)

  
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 04 August 2014 )
เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ : เรื่อง คำศัพท์ท่องจำ-คำศัพท์ที่เคยออกสอบ4 (โดย-MeiMei) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ (MeiMei)
Saturday, 16 September 2017

ครั้งที่20

เรื่อง คำศัพท์ท่องจำ-คำศัพท์ที่เคยออกสอบ4

คอลัมน์ เทคนิคสอบภาษาอังกฤษ

 ผู้เขียน meimei

 

Provision prescribing the severest punishment

กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด

Military law

กฎหมายทหาร

Domestic relations

กฎหมายลักษณะครอบครัว

Law of evidence

กฎหมายลักษณะพยาน

Miscarriage of Justice

การบิดเบือนความยุติธรรม

Convention,
usage,
custom

ประเพณี

Court administration

การบริหารงานของศาล

Court dockets

สถิติคดีของศาล

Directorate General for Court Administration

กรมบริหารงานศาล

Decline comment on

ปฏิเสธจะวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ..

Deeply conscious of

ตระหนักว่า

Deeply versed

มีความรู้อย่างลึกซึ้ง

Dignified and stately

สง่างามและภูมิฐาน

Dignity of his office

เกียรติศักดิ์ในตำแหน่งหน้าที่

Discriminatory

ไม่เป็นธรรม

Disorders

ความไม่สงบ

Dispassionately

โดยปราศจากอคติ

Do justice to

ประสาทความยุติธรรมแก่

Establishment maintenance and promotion

การธำรงรักษาและส่งเสริมสถานบัน

Fear

ความกลัว

Fear or

ความเกรงกลัว

prejudice or

ความลำเอียง

hope of advantage

ความหวังในผลประโยชน์

Hope for evenhanded justice

ปรารถนาจะให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี ราบรื่น

evenhanded

ความเสมอภาค

Independent judicial institution

สถาบันตุลาการที่เป็นอิสระ

Judicial independence

ความเป็นอิสระของตุลาการ

Meet out justice

ประสาทความยุติธรรม

Shall maintain proper conduct

วางตัวให้เหมาะสม

To ensure efficient administration of justice

โดยจัดฐานะตุลาการให้มั่งคงตามความต้องการ

To ensure fairness

ให้เกิดความเป็นธรรม

To ensure law and order

เพื่อรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อย

Neutrality

ความเป็นกลาง

Legal tradition

นิติประเพณี

Chief Justice

ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

Quorum

องค์คณะ

Full quorum

ครบองค์คณะ

Inmate

นักโทษในเรือนจำ

In his judicial capacity

ในฐานะที่เป็นตุลาการ

 

เกร็ดกฎหมายน่ารู้ : เรื่อง การจัดการทรัพย์สินลูกหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตาม ม.๒๒ โดย-PIGLET icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : รวมเกร็ดกฎหมายน่ารู้ (By Piglet)
Friday, 02 February 2018

คอลัมน์ : เกร็ดกฎหมายน่ารู้

เรื่อง  การจัดการทรัพย์สินลูกหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๒๒

        สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ วันนี้ PIGLET นำสาระน่ารู้เรื่องการจัดการทรัพย์สินลูกหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๒๒ แห่ง พรบ.ล้มละลาย ฯ มาฝากเพื่อน ๆ กันค่ะ ในการศึกษาครั้งนี้ PIGLET ขอให้เพื่อน ๆ เปิดประมวลพระราชบัญญัติล้มละลายฯตามไปด้วยนะค่ะ แล้วให้ note สิ่งสำคัญเข้าไปในประมวลดังกล่าวเพื่อเพื่อน ๆ จะได้สะดวกในการทบทวนประเด็นต่าง ๆ ในการสอบเนฯ ค่ะ เริ่มเลยนะค่ะ

          มาตรา ๒๒  เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ของลูกหนี้แล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้

     () จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป

     (๒) เก็บรวบรวมและรับเงิน หรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น

     () ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

        มาตรานี้มีประเด็นที่น่าสนใจศึกษาดังนี้

๑.การจัดการทรัพย์สินลูกหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๒๒ นั้นจะต้องเป็นการจัดการเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไปเท่านั้น ซึ่งการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา ๒๒(๑)นั้นให้หมายความรวมถึงการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์สินของลูกหนี้จากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๙๖/๒๕๕๘ คำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่านิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ ๑ ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๕๔ และมาตรา ๘๘ ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ เป็นอันเสียเปล่าไม่มีผล ผู้ร้องจึงขอให้ศาลเพิกถอนรายการจดทะเบียนในโฉนดที่ดินพิพาท ดังนี้ จึงหาใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมการฉ้อฉล ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ ไม่ แต่เป็นการที่ผู้ร้องซึ่งมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนซึ่งทรัพย์สินของลูกหนี้จากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา ๑๓๓๖ ป.พ.พ. ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ ลูกหนี้เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย จึงต้องอยู่ใต้การควบคุมของนายทะเบียนตาม พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๓๕หมวด ๒ การควบคุมบริษัท มาตรา ๕๒ วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง หากบริษัทใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๒ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษตามมาตรา ๘๘ (เดิม) บทบัญญัติดังกล่าวจึงมุ่งหมายที่จะคุ้มครองการประกอบธุรกิจประกันภัยซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศและต่อผู้เอาประกันซึ่งเป็นผู้บริโภค ผู้ฝ่าฝืนย่อมเป็นความผิดทางอาญา จึงเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ลูกหนี้ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทตีใช้หนี้ให้แก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ย่อมทำให้ทรัพย์สินของลูกหนี้ลดน้อยลง เข้าลักษณะจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ในการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินต้องห้ามชัดแจ้งโดย พ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๓๕ มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ ทั้งนี้ไม่ว่าคู่กรณีจะรู้หรือไม่ก็ตามว่านิติกรรมนั้นมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายอันตกเป็นโมฆะ แม้จะมีการทำนิติกรรมนั้นโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตก็ตาม ผู้คัดค้านที่ ๑ ก็ไม่อาจยกความสุจริตขึ้นอ้างเพื่อให้มีผลล้มล้างบทกฎหมายได้ การจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านที่ ๑ จึงเป็นโมฆะเสียเปล่ามาแต่เริ่มแรก ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่อาจจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทต่อไปให้ผู้คัดค้านที่ ๒ ได้ แม้ผู้คัดค้านที่ ๒ จะรับโอนที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริตก็ไม่มีสิทธิดีไปกว่าผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้โอน ผู้ร้องชอบที่จะขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินพิพาทกลับเป็นชื่อลูกหนี้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ดังเดิมได้
การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องว่า นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างลูกหนี้กับบุคคลภายนอกที่ตกเป็นโมฆะ ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกลับมาเป็นชื่อลูกหนี้ตามเดิม ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลล้มละลายกลางเรื่องดังกล่าว จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพียง ๒๐๐ บาท ตามตาราง ๑ () (ก) ท้าย ป.วิ.พ. ประกอบด้วย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.๒๔๘๓ มาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย

๒.เมื่อจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว อำนาจในการรับชำระหนี้ย่อมตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา ๒๒(๒) หากลูกหนี้ของจำเลยยังคงทำการชำระหนี้แก่จำเลยหรือตัวแทนของจำเลย หนี้ดังกล่าวยังไม่ระงับเพราะถือไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบตามมาตรา ๓๑๕ ป.แพ่ง

คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๙๖๖/๒๕๔๔ เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว มีอำนาจเก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่จำเลยหรือซึ่งจำเลยมิสิทธิจะได้รับจากผู้อื่นตามพ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ ()
ลูกจ้างและกรรมการของบริษัทจำเลยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ที่ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนจำเลยผู้ให้กู้ จึงถือ ไม่ได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๑๕ หนี้เงินกู้ยังไม่ระงับสิ้นไป และการรับชำระหนี้ดังกล่าว ไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างจำเลยและบุคคลผู้ที่ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้อง ใช้สิทธิในการทวงถามหนี้เงินกู้จากลูกจ้างและกรรมการของจำเลยผู้กู้และไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๙ แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ เรียกร้องให้ผู้ที่ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้แทนจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวได้

๓.มาตรา ๒๒(๓) ใช้คำว่า คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้โดยไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าจะเป็นเฉพาะคดีแพ่งเท่านั้นหรือรวมถึงคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ด้วย แต่ศาลฎีกาให้ความหมายว่าเฉพาะแต่การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น ไม่รวมไปถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๐๒/๒๕๔๙ การที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดถูกพิพากษาให้ล้มละลายบริษัทโจทก์ย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๓๖ () แต่ตามมาตรา ๑๒๔๙ ก็ให้พึงถือว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี และการชำระบัญชีของโจทก์อันเป็นบริษัทจำกัดซึ่งล้มละลายให้จัดทำไปตามบทกฎหมายลักษณะล้มละลายที่คงใช้อยู่ตามแต่จะทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๔๗ วรรคแรกซึ่ง พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา ๒๒, ๒๔ และมาตรา ๒๕ เป็นบทบัญญัติที่จำกัดอำนาจในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ซึ่งเป็นโจทก์คดีนี้แต่เฉพาะในทางแพ่งเท่านั้น หาได้รวมถึงการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีอาญาด้วยไม่ โดยการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีแพ่งที่กระทบต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยตรงนั้นเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวในการดำเนินการตามมาตรา ๒๒ () สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาในข้อหาหรือฐานความผิดบุกรุกขอให้ลงโทษจำเลยในทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียว มิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของโจทก์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๒๒ () ดังกล่าวที่โจทก์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยกรรมการผู้มีอำนาจสามารถฟ้องร้องคดีอาญาได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๕ () ประกอบมาตรา ๒๘ ()

๔.ตามมาตรา ๒๒(๓) เมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้วลูกหนี้ไม่มีอำนาจต่อสู้คดีใดๆไม่ว่าชั้นพิจารณาหรือชั้นบังคับคดี รวมทั้งไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของตน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๑๑๕/๒๕๕๔ การร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดถือเป็นการต่อสู้คดีใด ๆ หรือ การกระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยอย่างหนึ่งย่อมตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยตาม พรบ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ () และ ๒๔ ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของจำเลยจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยได้

เป็นอย่างไรบ้างค่ะเพื่อน ๆ ครั้งหน้า PIGLET สัญญาว่าจะนำเกร็ดกฎหมายน่ารู้มาฝากเพื่อน ๆ อีกนะค่ะ BYE BYE

 

BY  PIGLET

ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา : บรรยายคำฟ้อง มาตรา 158(5) #วิ.อาญา(ภาค3) #No.67 (ฺBY:ซุนโงกุน) icon_new8.gif พิมพ์
คอลัมนิสต์ติวเตอร์ออนไลน์ - คอลัมน์ : ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา (ซุนโงกุน)
Wednesday, 17 January 2018

ศิษย์เซียนเต่าเขย่าฎีกา


เรื่อง ฎีกาเด่น : บรรยายคำฟ้อง มาตรา 158(5) #วิ.อาญา(ภาค3) #No.67

 

1.  โจทก์บรรยายคำฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร  โดยบรรยายว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรในขณะที่การกระทำความผิดฐานยักยอกยังไม่เกิดขึ้น  การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องจึงไม่อาจเป็นความผิดฐานรับของโจรได้  เป็นการบรรยายคำฟ้องที่มิชอบด้วยมาตรา  158(5)  ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง

 

        ฎ.1019/2557  โจทก์ร่วมร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่  น.  และจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอก  ร้อยตำรวจเอก  ป.  พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง  น.  และจำเลยในความผิดฐานร่วมกันยักยอก  แต่พนักงานอัยการมีความเห็นให้แยกสำนวนโดยสั่งฟ้อง  น.  ในความผิดฐานยักยอกและฟ้องจำเลยในความผิดฐานรับของโจร  การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานรับของโจรคดีนี้จึงเกิดจากการกระทำความผิดฐานยักยอกของ  น.  เมื่อพนักงานอัยการฟ้อง  น.  ในความผิดฐานยักยอกต่อศาลแขวงพระนครเหนือโดยบรรยายฟ้องว่า  เมื่อระหว่างวันที่  มกราคม  2547  ถึงวันที่  มีนาคม  2549  เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด  น.  เบียดบังยักยอกเอารถยนต์ของโจทก์ร่วมไป  ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงจุดเริ่มต้นแห่งการกระทำความผิดของ  น.  กล่าวคือ  วันที่  น.  รับของโจรร่วมไว้ซึ่งเป็นวันที่  น.  เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ร่วม  และวันที่โจทก์ร่วมทราบถึงการกระทำความผิดของ  น.  ก่อนที่โจทก์ร่วมจะไปแจ้งความในวันที่  11  มีนาคม  2549  การที่  น.  จะมีเจตนาทุจริตยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปเมื่อใด  เป็นเรื่องเจจนาภายในของ  น.  เองซึ่งอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มรับรถยนต์ของโจทก์ร่วมจนถึงวันที่  น.  ปฏิเสธคืนรถยนต์วันใดวันหนึ่งก็ได้  เมื่อ  น  ให้การรับสารภาพในคดีดังกล่าวจึงฟังได้ว่าระหว่างวันที่  มกราคม  2547  ที่  น.  รับรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปแล้วจนถึงวันที่  มีนาคม  2549  ที่  น.  ปฏิเสธไม่ยอมคืนรถยนต์ให้โจทก์ร่วม  น.  ได้ยักยอกรถยนต์ของโจทก์ร่วมไป  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรเมื่อระหว่างวันที่  มิถุนายน  2547  เวลากลางวันติดต่อถึงต้นเดือนสิงหาคม  2547  เวลากลางวันต่อเนื่องกัน  ซึ่งเป็นเวลาก่อนวันที่  มีนาคม  2549  อันเป็นวันสิ้นสุดของเวลาที่  น.  กระทำความผิดฐานยักยอก  จึงเป็นฟ้องที่กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรในขณะที่การกระทำผิดฐานยักยอกยังไม่เกิดขึ้น  การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดฐานรับของโจร  ต้องยกฟ้อง

 

หมายเหตุ  :  ผลของโจทก์ที่บรรยายคำฟ้องไม่ชอบด้วยมาตรา  158(5)  ศาลชอบที่จะยกฟ้องได้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน  (ฎ.1459/2527)  ศาลจะสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามมาตรา  161  ไม่ได้  ทั้งโจทก์จะขอแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 163, 164  ไม่ได้เช่นกัน  (ฎ.1062/2504, 274/2546)  แม้จำเลยให้การรับสารภาพ  ศาลก็ลงโทษจำเลยตามคำฟ้องไม่ได้  (ฎ.1904/2522)  และหากศาลยกฟ้องเพราะคำฟ้องโจทก์บรรยายขาดองค์ประกอบความผิด  โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลยใหม่อีกไม่ได้  เพราะถือว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้วตามมาตรา  39(4)  (ฎ.6770/2546)

 

2.  โจทก์บรรยายคำฟ้องขัดแย้งกันเอง  เป็นฟ้องที่มิชอบด้วยมาตรา 158(5)

         

***ฎ.7692/2557  โจทก์บรรยายฟ้องว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุเดียวกัน  จำเลยเป็นทั้งคนร้ายที่เป็นตัวการร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ  ใช้เอกสารสิทธิปลอมและฉ้อโกงเอาเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ร่วม  แล้วจำเลยยังกระทำความผิดฐานรับของโจรในวันเดียวกัน  โดยจำเลยรับของโจรเงินที่จำเลยร่วมกันฉ้อโกงมาได้ซึ่งองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจรเป็นความผิดอันเกิดจากการช่วยซ่อนเร้น  ช่วยจำหน่าย  ช่วยพาเอาไปเสีย  ซื้อ  รับจำนำ  หรือรับไว้โดยประการใดๆ  ซึ่งทรัพย์อันได้มาจากการที่ผู้อื่นกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์  หาได้เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยเอง  ฟ้องของโจทก์ในความผิดสองฐานดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ขัดแย้งกันเองอันเป็นฟ้องเคลือบคลุม  ไม่ชอบด้วยป.วิ.อ.มาตรา 158(5)

 

หมายเหตุ  :  - เปรียบเทียบกับ  กรณีโจทก์บรรยายคำฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษ  ไม่ถือว่าเป็นเรื่องซึ่งโจทก์บรรยายคำฟ้องคำแย้งกันเอง  ศาลลงโทษตามคำฟ้องโจทก์ได้ 

 

ฎ.1547/2511 (ป.)  ฟ้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา หรือมิฉะนั้นก็กระทำผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาทโดยชัดแจ้ง แสดงว่าฟ้องมีความประสงค์จะให้ลงโทษฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาหรือมิฉะนั้นก็ขอให้ลงโทษฐานทำให้คนตายโดยประมาท ประกอบกับฟ้องได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่อ้างว่าจำเลยกระทำเป็นท้องเรื่องมาครบถ้วนชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่เคลือบคลุม ไม่ขัดแย้งกัน หรือเอาเปรียบจำเลย จำเลยเข้าใจฟ้องได้ดี เมื่อจำเลยรับสารภาพฐานทำให้คนตายโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ก็ลงโทษจำเลยได้

 

3.  โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์โดยมิได้ระบุชื่อเจ้าของทรัพย์  แต่ตอนท้ายได้กล่าวว่าระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาล  ซึ่งในคดีที่ขอฝากขังนั้นได้ระบุชื่อเจ้าของทรัพย์ไว้แล้ว  จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง  ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย มาตรา 158(5) แล้ว

 

ฎ.1290/2521  ในคดีลักทรัพย์ ฟ้องโจทก์ย่อมต้องระบุชื่อเจ้าของทรัพย์เพื่อจำเลยจะต่อสู้คดีได้ แต่กฎหมายก็มิได้บังคับเด็ดขาดว่าต้องระบุชื่อเสมอไป คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องครบถ้วนขาดแต่ชื่อเจ้าของทรัพย์เท่านั้น แต่เมื่ออ่านคำฟ้องโดยตลอดก็พอจะทราบได้ว่าเจ้าของทรัพย์เป็นผู้ใด เพราะในตอนท้ายได้กล่าวไว้ว่าระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขดำที่ พ.643/2519 ซึ่งพอจะอนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง และปรากฏว่าในคดีที่ขอฝากขังดังกล่าวนั้นได้ระบุชื่อเจ้าของทรัพย์ไว้ด้วย จำเลยน่าจะเข้าใจได้ดีว่าทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องเป็นของผู้ใด ฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว

 

4.  โจทก์มีคำขอท้ายคำฟ้องซึ่งระบุวรรคไม่ตรงกับที่บรรยายมาในคำฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิดเท่านั้น มิใช่เรื่องคำฟ้องโจทก์ข้อแย้งกันแต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

 

          *ฎ.6009/2551  โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยช่วยซ่อนเร้น ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ หรือรับไว้โดยประการใดๆ ซึ่งวิทยุเทปติดรถยนต์จำนวน 1 เครื่อง ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์กระบะของบริษัท ส. ซึ่งถูก จ. กับพวกร่วมกันปล้นทรัพย์ไป โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการปล้นทรัพย์ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสาม ดังนี้ คำบรรยายฟ้องดังกล่าวทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสาม โดยมิได้ระบุขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคสอง ให้สอดคล้องกับคำบรรยายฟ้องก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างวรรคผิดเท่านั้น มิใช่เรื่องคำฟ้องโจทก์ข้อแย้งกันแต่อย่างใด คำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว

 

 

         

5.  การนับโทษต่อ  แม้ไม่มีกฎหมายกำหนดให้โจทก์ต้องบรรยายมาในคำฟ้อง  แต่โจทก์ต้องมีคำขอหรือแถลงให้ศาลทราบด้วยว่าคดีอาญาเรื่องก่อนศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่และลงโทษอย่างไร  มิฉะนั้นศาลจะนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากคดีเรื่องก่อนมิได้  และแม้ศาลจะสั่งรวมการพิจารณาคดีทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกันศาลก็นับโทษติดต่อกันมิได้  เพราะเป็นเรื่องเกินคำขอ  ต้องห้ามตามมาตรา 192

         

***ฎ.16151-16152/2557  ความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่า  15  ปี  แต่ไม่เกิน  18  ปี  ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลโดยผู้ใหญ่ไม่เต็มใจไปด้วย  เป็นการกระทำความผิดต่อ  บ.  กับ  อ.  บิดามารดาผู้เสียหายที่ และ  ส.  ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลผู้เสียหายที่  ส่วนความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย  เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายที่  แม้จะกระทำในคราวเดียวกันก็ถือได้ว่าจำเลยที่  มีเจตนากระทำความผิดให้เกิดผลเป็นกรรมในความผิดตามฐานต่างหากจากกันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน  โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่  โดยแยกฟ้องเป็นสองสำนวนซึ่งคำขอท้ายฟ้องแต่ละสำนวนไม่ได้ขอให้นับโทษจำเลยที่ ในแต่ละสำนวนติดต่อกัน  จึงนับโทษต่อกันไม่ได้  แม้ศาลจะรวมพิจารณาและพิพากษาคดีทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกันก็ตาม  เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามป.วิ.อ.มาตรา  192  วรรคหนึ่ง  ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยที่ แต่ละสำนวนจึงไม่ชอบ

 

 

“คุณสามารถมีได้ทุกอย่าง  แต่อาจจะไม่ใช่ในห้วงเวลาเดียวกัน”

...โอปราห์  วินฟรีย์...

 

By  :  ซุนโงกุน

 

วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๙๐๒/๒๕๕๒ (ม.๕) > พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ.๕ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  1902/2552  แม้คำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า ในการประกาศผลสอบไล่เนติบัณฑิตยสภาสมัยที่ 14 ประจำปี พ.ศ.2504 จำเลยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยกรรมการของจำเลยสมคบกันทุจริตในการให้คะแนนสอบปากเปล่าด้วยความลำเอียงไม่ให้คะแนนตามความรู้ ด้วยการให้คะแนนสอบปากเปล่าแก่ อ. ผู้ซึ่งสอบข้อเขียนได้เป็นอันดับ 3 สูงถึง 85 คะแนน แต่กลับให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สอบข้อเขียนได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนข้อเขียนมากกว่า อ. ถึง 19 คะแนน ได้คะแนนสอบปากเปล่าเพียง 65 คะแนน ซึ่งเมื่อนำไปรวมกับคะแนนสอบข้อเขียนแล้ว ทำให้โจทก์ตกไปอยู่ในอันดับ 2 และส่งผลให้ อ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายและอับอาย ไม่เป็นที่รู้จักและไม่ได้รับการยกย่องแพร่หลายในฐานะบุคคลที่เรียนดีที่สุดในยุคนั้น ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการขอขมาโจทก์ และประกาศผลการสอบไล่ดังกล่าวเสียใหม่ว่าโจทก์เป็นผู้สอบไล่ได้เป็นอันดับ 1 มิใช่ อ. โดยให้จำเลยปิดประกาศแผ่นป้ายถาวรไว้ ณ ที่ทำการของจำเลย และแก้ไขรายการผลสอบดังกล่าวในเอกสารต่าง ๆ ด้วย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเองนั้น จะเป็นคำฟ้องที่โจทก์ได้กล่าวแสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ รวมทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง แล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเพื่อสนับสนุนให้เห็นว่ากรรมการของจำเลยสมคบร่วมกันกระทำมิชอบต่อโจทก์นั้น หากมีมูลความจริง โจทก์ก็สมควรต้องรีบดำเนินการโต้แย้งหรือนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลภายในเวลาอันสมควร เพื่อให้จำเลยและบุคคลที่โจทก์กล่าวพาดพิงได้มีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา แต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเนิ่นนานจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 43 ปี จนบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างสูญหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว อีกทั้งข้อเท็จจริงที่โจทก์หยิบยกเอาความรู้ความสามารถ ความสำเร็จจากการสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา และจากหน้าที่ราชการที่โจทก์ปฏิบัติมาตลอดชีวิตราชการ รวมทั้งการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ภายหลังจากการสอบเป็นเนติบัณฑิต เพื่อสนับสนุนว่าโจทก์มีความรู้โดดเด่นไม่น่าจะได้คะแนนสอบปากเปล่าน้อยกว่า อ. ก็ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการสอบปากเปล่าเป็นระยะเวลายาวนานเกือบตลอดชีวิตการทำงานของโจทก์ทั้งสิ้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาใกล้เคียงวันเกิดเหตุอันจะเป็นเครื่องชี้หรือบ่งบอกถึงความรู้ความสามารถของโจทก์ในวันที่มีการสอบปากเปล่าไม่ การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานถึง 43 ปี แล้วค่อยขุดคุ้ยเอาความสำเร็จจากหน้าที่ราชการที่ได้ปฏิบัติมาจนเกือบตลอดชีวิตขึ้นกล่าวอ้างเพื่อสนับสนุนคำฟ้องว่าจำเลยดำเนินการสอบปากเปล่าโดยมิชอบเช่นนี้ พฤติการณ์ส่อให้เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย  ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

 
วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๐๕๐/๒๕๔๙ (ม.๑(๓)) > คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น "คำร้องขอ" และถือเป็น "คำฟ้อง"... พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.แพ่ง
Friday, 22 August 2014

ฎีกาที่  7050/2549  ป.พ.พ. มาตรา 251 บัญญัติว่า ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้หรือบทกฎหมายอื่นซึ่งมีความหมายชัดเจนว่าสิทธิของผู้ทรงบุริมสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นได้ก่อนจะต้องอยู่ในกรอบแห่งบทบัญญัติของกฎหมายด้วย ดังนี้ เมื่อบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์ทั้งสามแปลงตามคำร้องของผู้ร้องมีบัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในมาตรา 288 ว่า บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้น บอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้ บุริมสิทธินั้นก็คงให้ผลต่อไปบทบัญญัติแห่งมาตรานี้จึงชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งประสงค์ให้ความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ของผู้ร้องในกรณีนี้จะพึงใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้นั้น ผู้ร้องจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมาย คือ ผู้ร้องจะต้องลงทะเบียนในขณะจดทะเบียนสัญญาซื้อขายด้วยว่า ราคาหรือดอกเบี้ยในราคาที่ยังมิได้ชำระมีเพียงใดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่บุคคลภายนอกที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินประเภทนี้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องมิได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องจึงหามีสิทธิยกความเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิอันพึงจะได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระแก่ตนจากที่ดินทั้งสามแปลงก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย และได้ใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 ประกอบมาตรา 278 บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้ไม่  ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เอาเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 56597, 68579 และ 81546 ของจำเลยให้แก่ผู้ร้องก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องจึงเป็น คำร้องขอและถือเป็น คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ที่ผู้ร้องอ้างว่าได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเพื่อเรียกราคาที่ยังมิได้รับชำระพร้อมดอกเบี้ย ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องชนะคดีได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ดังนี้ เมื่อ คำร้องขอของผู้ร้องเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ผู้ร้องจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) (ก) ชอบแล้ว

  
วลีเด็ดฎีกาที่ ๑๐๑๙๗/๒๕๕๖ (ม.๔๔/๑) > กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจฯ พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา วิ.อาญา
Thursday, 19 March 2015


ฎีกาที่  10197/2556  ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกาย ชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญา ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ การที่บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ แสดงว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยและต้องไปดำเนินคดีในส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน ดำเนินคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องกันไปได้ เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยรวดเร็ว ดังเช่นพนักงานอัยการร้องขอให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหาย  กรณีไม่จำต้องคำนึงว่าศาลที่จะพิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 2 (1) และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) วรรคหนึ่ง และผู้เสียหายขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงินมากน้อยเพียงใด ดังนี้แม้โจทก์ร่วมที่ 4 ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้น แต่ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้


วลีเด็ดฎีกาที่ ๗๔๐๗/๒๕๕๒ (ม.๓๓) > เป็นเพียงใช้รถเพื่อสะดวกและรวดเร็วในการกระทำความผิดเท่านั้น... พิมพ์
คำคมวลีเด็ดจากฎีกา - คำคมวลีเด็ดจากฎีกา อาญา
Friday, 03 July 2015


ฎีกาที่  7407/2552  การบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิด เพื่อพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมเป็นการบรรยายฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับหนักขึ้นเท่านั้น ส่วนปัญหาว่ารถของกลางเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ขับรถของกลางไปจอดรอด้านหน้า แล้วลงจากรถมาปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย เมื่อได้ทรัพย์แล้วก็พากันขึ้นรถของกลางหลบหนีไป เป็นเพียงใช้รถเพื่อสะดวกและรวดเร็วในการกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ได้ใช้รถของกลางในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยตรงแต่อย่างใดรถของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)


ถาม-การให้คำมั่นที่ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดเจนว่าให้มีผลผูกพันผู้ให้เช่าจะเป็นคำมั่นหรือไม่? พิมพ์
คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ - คำถาม-ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ แพ่ง
Friday, 08 May 2015


คำถาม – ตอบ ฎีกาใหม่ที่น่าสนใจ (แพ่ง)


คำถาม


สัญญาเช่าที่ดินระบุว่า ผู้เช่ายอมรับสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอขอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการเป็นคำมั่นจะให้เช่า หรือไม่?


คำตอบ


ไม่เป็นคำมั่นจะให้เช่า เพราะไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดแจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่น แต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าผิดสัญญาไม่ได้   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้  ดังนี้


ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้


ถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางตันที่ผู้เช่าที่ดินของโจทก์รายอื่นอาจใช้กลับรถ ใช้วิ่งหรือเดินออกกำลัง แม้จะใช้สัญจรผ่านไปทางอื่นไม่ได้ ถือได้ว่าเป็นทางสาธารณะ


จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ก่อนตามสัญญาเช่าที่ดินข้อ ๔ วรรคสอง และไม่ยื่นแบบขออนุญาตปลูกสร้างต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ทั้งยังก่อสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ที่เป็นถนนซึ่งใช้เป็นทางสาธารณประโยชน์เช่นนี้จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่า


ข้อความสัญญาเช่าที่ดินที่ว่า ผู้เช่ายอมสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดอายุสัญญานี้ และผู้เช่าประสงค์จะเช่าต่อไป ผู้เช่าจะได้เสนอต่อสัญญาเช่าต่อผู้ให้เช่าภายในกำหนด ๖๐ วัน หากมิได้ขอต่อสัญญาภายในกำหนดนี้ให้ถือว่าผู้เช่าสละสิทธิการเช่าตามสัญญานี้ ผู้ให้เช่ามีอำนาจเข้าจัดการกับสถานที่เช่านี้ได้ทุกประการ ไม่มีลักษณะบังคับที่แน่นอนและชัดแจนว่าเมื่อผู้เช่าเสนอจะขอต่อสัญญาเช่าแล้วมีผลต้องผูกพันผู้ให้เช่าต้องรับทำสัญญาต่อให้ จึงไม่มีลักษณะเป็นคำมั่น แต่มีลักษณะเป็นเพียงคำเสนอของผู้เช่าฝ่ายเดียว เมื่อโจทก์ผู้ให้เช่าปฏิเสธไม่ต่อสัญญาเช่าให้ จะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ได้


โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยระงับการก่อสร้าง เพราะจำเลยก่อสร้างบ้านลงในที่ดินที่เช่าโดยไม่ขออนุญาตโจทก์และยังไม่ได้รับอนุญาตจกาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล ถือว่าเป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามสัญญเช่าก่อนแล้ว เมื่อจำเลยเพิกเฉยโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยได้  แต่การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินต้องบอกกล่าวก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาเช่า การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าภายหลังสิ้นกำหนดเวลาเช่าที่ได้ตกลงกันไว้ ถือได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่ดินโจทก์ (ฎีกาที่ ๑๓๒๗๖/๒๕๕๖)


ทีมงาน   STD


ข้อมูลเพิ่มเติม...